http://www.prachatai.com/journal/2010/01/27359
วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553
ไอซีทียันดักข้อมูลชาวเน็ตไทยไม่ละเมิด "ประเทศไหนๆก็ติด Sniffer"
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 มกราคม 2553 18:17 น.
หัวหน้าคณะทำงานปราบคอนเทนท์เถื่อนบน อินเทอร์เน็ตในสังกัดไอซีทียืนยันชัดเจน การติดตั้งระบบดักจับข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือ Sniffer ที่ไอเอสพีหรือบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยนั้นเป็นการช่วย ป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ได้ผล แจงกลุ่มนักท่องเน็ตชาวไทยผู้ต่อต้าน Sniffer ว่าการติด Sniffer เป็นเรื่องสากลที่ประเทศใหญ่อย่างสหรัฐฯก็ทำ ย้ำว่าเครือข่ายโทรศัพท์มือถือยังต้องมีการดักเก็บข้อมูลการใช้งาน การดักเก็บข้อมูลผู้ใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีขนาดใหญ่กว่าจึงเป็นสิ่ง ที่ต้องทำ
Sniffer คือโปรแกรมดักจับข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่คณะทำงานโครงการนี้มีมติ เสนอให้ กทช. (คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) เพิ่มหลักเกณฑ์ในการออกใบอนุญาตให้กับผู้ประกอบการบริการอินเทอร์เน็ต ว่าต้องติดตั้ง Sniffer ไว้ที่เกตเวย์เพื่อใช้ดักอ่านข้อมูลที่วิ่งไปมาบนระบบ (Traffic) เท่ากับไอซีทีต้องการบังคับให้ไอเอสพีทุกค่ายดักเก็บข้อมูลผู้ใช้ทุกคน เพื่อตรวจว่าลูกค้ารายใดใช้งานคอนเทนท์เถื่อนผิดลิขสิทธิ์จากแหล่งใด
จุดประสงค์ของไอซีทีคือต้องการปราบปรามการเผยแพร่คอนเทนท์เถื่อนผิด ลิขสิทธิ์บนอินเทอร์เน็ต เช่น เพลง โปรแกรม ภาพยนตร์ ฯลฯ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความกังวลว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวไทยกำลังจะถูกรุกล้ำความเป็นส่วนตัว ขณะที่ต้นทุนของผู้ประกอบการเกตเวย์ (ISP : Internet Service Provider) ก็จะสูงขึ้นและอาจเป็นภาระกลับไปยังผู้บริโภคที่ต้องจ่ายแพงขึ้น ที่สำคัญ หากข้อมูลที่ดักเก็บไว้ถูกนำไปใช้ในทางไม่ชอบ ก็จะมีผลเสียหายตามมา โดยทั้ง 3 ข้อนี้เป็นความกังวลซึ่งปรเมศวร์ มินศิริ เว็บมาสเตอร์กระปุกดอทคอมโพสต์ไว้บนเว็บบอร์ด thaifollow.com
ทันที ที่ข่าวนโยบายติดตั้ง Sniffer แพร่กระจายไป ชาวอินเทอร์เน็ตในเมืองไทยพากันจับกลุ่มวิจารณ์และไม่เห็นด้วย กระทั่งล่าสุด มีการจัดตั้งกลุ่ม thainosniff ขึ้นมา เรียกร้องไม่ให้ภาครัฐทำการดักจับข้อมูลด้วย Sniffer
มั่นใจแก้รัดกุมที่ต้นเหตุ
นายอาจิน จิรชีพพัฒนา ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ประธานคณะทำงานกำกับดูแลและเฝ้าระวังการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่าย อินเทอร์เน็ต กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยลุกขึ้นมาแสดงความเห็น ต่อต้าน Sniffer ว่า การ ติดตั้ง Sniffer เป็นการช่วยป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ ต้นเหตุ แถมยังสามารถคัดกรองเว็บไซต์เหมาะสมทุกประเภท ต่างจากพ.ร.บ.การกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ที่สามารถเอาผิดได้เมื่อมีคดีความเกิดขึ้นเท่านั้น ถือเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ
"สำหรับ กรณีที่หลายภาคส่วนเป็นห่วงว่าการใช้อุปกรณ์ดังกล่าวจะทำให้เกิดการละเมิด สิทธิส่วนบุคคลนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องคำนึงถึงด้วย แต่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นเหมือนถนนสาธารณะที่จะต้องมีการเฝ้าระวัง ไม่ให้มีการใช้เพื่อดำเนินการผิดกฎหมาย"
อาจินระบุว่าข้อมูลที่วิ่งอยู่บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้นมีจำนวน มหาศาล เป็นไปได้ยากที่ไอเอสพีจะเฝ้าดูข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าทุกราย ประกอบกับไอซีทีจะมีเกณฑ์ข้อมูลที่เข้าข่ายละเมิดลิขสิทธิ์ส่งไปยัง ISP แต่ละรายแบบอัตโนมัติ ซึ่งผู้ประกอบการ ISP จะต้องคัดเฉพาะข้อมูลที่เข้าข่ายเท่านั้นมาพิจารณา และหาก ISP รายใดนำข้อมูลส่วนตัวลูกค้าไปใช้ประโยชน์ก็จะถูกดำเนินการทางกฎหมายทันที
“เรา จะให้ ISP คัดกรองข้อมูลที่น่าสงสัย สมมุติมีปริมาณการเข้าใช้เว็บไซต์เพลงเว็บไซต์หนึ่งจำนวนมากผิดปกติ เราก็ต้องตรวจเช็คว่าเว็บไซต์ดังกล่าวอยู่ในรายชื่อผู้ได้รับอนุญาตจากเจ้า ของลิขสิทธิ์เพลงหรือไม่ อย่างไรก็ดี การเฝ้าระวังทราฟิกที่น่าสงสัยบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นการเฝ้าระวังที่ ต้นเหตุ ดีกว่ารอให้เกิดคดีแล้วค่อยไปไล่ตรวจจับ ประกอบกับอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นอุปกรณ์ที่มีใช้อยู่ทั่วไปในระดับสากล เพราะในต่างประเทศให้ความสำคัญกับการดักจับข้อมูลไม่เหมาะสม เช่นในอเมริกา ก็มีการร่างกฎหมายดักจับข้อมูลขึ้นมาโดยเฉพาะ”
อย่างไรก็ดี การติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวดังกล่าวยอมรับว่าเป็นต้นทุนที่ผู้ประกอบการ ISP ต้องรับภาระเอง แต่การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นความรับผิดชอบต่อสังคม โดยที่ผ่านมาผู้ประกอบหลีกเลี่ยงที่จะให้ความร่วมมือ ไอซีทีจึงจำเป็นต้องขอความร่วมมือจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติใน ฐานะผู้กำกับดูแลสั่งการให้ ISP ติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าว
"สำหรับ กลุ่มผู้คัดค้านก็ต้องถามกลับไปว่าพวกเขาคัดค้านอะไร กรณีการดำเนินการของรัฐบาลครั้งนี้ต้องการสร้างความสงบสุขบนสังคมอิน เทอร์เน็ต และเป็นเกราะป้องกันเยาวชนให้พ้นจากภัยที่มากับอินเทอร์เน็ต การทำหน้าที่ของรัฐครั้งนี้เปรียบเสมือนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้า เมือง คนที่ผ่านไปมาต้องยอมเสียความเป็นส่วนตัวบ้างเพื่อความปลอดภัย ความสงบสุขของประเทศ และการเฝ้าระวังการใช้งานบนเครือข่ายนี้ก็ดูแลโดยรัฐนั้นคือไอซีที ซึ่งการันตรีว่าจะไม่มีการละเมิดข้อมูลส่วนของประชาชนไปใช้ประโยชน์อย่าง อื่นแน่นอน"
ทั้งนี้ นอกจากการขอความร่วมมือกทช. ไอซีที ได้ดำเนินการส่งเรื่องให้สำนักงานอัยการสูงสุดตีความว่า การติดตั้งอุปกรณ์เพื่อเฝ้าระวังการละเมิดลิขสิทธิ์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ก่อนเกิดคดีความ นั้นสามารถดำเนินการได้หรือไม่ และยังได้ดำเนินการแก้กฎหมายให้สอดคล้องกับเรื่องดังกล่าวไปพร้อมกันด้วย
กระแสค้านก่อตัว
คณะทำงานโครงการปราบปรามคอนเทนท์เถื่อนผิดลิขสิทธิ์บนอินเทอร์เน็ต ประกอบด้วยตัวแทนจาก 5 ส่วน ได้แก่ กระทรวงไอซีที กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ขณะนี้แผนการใช้ Sniffer เป็นเครื่องมือปราบปรามนั้นยังค้างอยู่ที่ กทช. ซึ่งยังไม่มีกำหนดการผ่านพิจารณาที่ชัดเจน
ระหว่างที่เรื่องยังไม่ชัดเจน ชาวอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยออกมาคัดค้านเรื่องนี้ด้วยการติดป้าย #thainosniff บนทวิตเตอร์ (Twiiter) และมีการใช้ชื่อ thainosniff เป็นชื่อกลุ่มในเว็บเครือข่ายสังคมเฟสบุ๊ก (Facebook) ลักษณะเดียวกับ #welovetheking ซึ่งชาวทวิตเตอร์ติดป้ายเพื่อบ่งบอกว่าเป็นกลุ่มเทิดพระเกียรติในหลวง ยังไม่มีมีแถลงการณ์ออกมาอย่างเป็นทางการในขณะนี้
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการติดตั้ง Sniffer นั้นเป็นวิธีการปราบปรามคอนเทนท์เถื่อนบนอินเทอร์เน็ตที่ได้ผลจริง โดยเฉพาะการปราบ"ขบวนการโหลดบิต"ชุมชน นักแลกเปลี่ยนข้อมูลคอนเทนท์เถื่อนขนาดใหญ่ที่จะได้รับผลกระทบอย่างแรงหากมี การติดตั้ง Sniffer ในอนาคต แต่การหักดิบด้วยการดักข้อมูลผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทุกคนในประเทศนั้นเป็นสิ่ง ที่ชาวเน็ตถือว่าเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวที่ยากจะยอมรับได้ จน มีบางรายเปรียบเทียบว่าการติด Sniffer ไม่ต่างอะไรกับการติดกล้องวงจรปิดในห้องน้ำ พร้อมประนามว่าโครงการนี้จะทำให้ไอซีทีกลายเป็นถ้ำมอง ซึ่งเชื่อขนมกินได้เลยว่า การพิจารณาเพื่อหาทางเดินที่ดีที่สุดของเรื่องนี้จะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าทุกอย่างจะลงตัว
Company Related Links :
ICT
http://manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9530000009163
ไปดูหนังและพบปะพูดคุยกับผู้คนที่สถานทูตเนเธอร์แลนด์
[บ้านพักของเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย]
บ้านพักของเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย
[ท่านทูตชัคโค ฟาน เดน เฮาท์ และภริยา]
ท่านทูตชัคโค ฟาน เดน เฮาท์ และภริยา
[จอมพล ป. พิบูลสงคราม]
จอมพล ป. พิบูลสงคราม
[คู่กรรม]
คู่กรรม
[มีพ คีส์]
มีพ คีส์
[สุสานทหารสัมพันธมิตร ที่กาญจนบุรี]
สุสานทหารสัมพันธมิตร ที่กาญจนบุรี
[บรรยากาศการฉายหนังเรื่อง Black Book ที่สถานทูตเนเธอร์แลนด์]
บรรยากาศการฉายหนังเรื่อง Black Book ที่สถานทูตเนเธอร์แลนด์
[Black Book]
Black Book
[พระองค์เจ้าบวรเดช]
พระองค์เจ้าบวรเดช
[ไปรษณียบัตรรูปบ้านพักของเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย]
ไปรษณียบัตรรูปบ้านพักของเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย
วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 14:45:54 น. มติชนออนไลน์
ไปดูหนังและพบปะพูดคุยกับผู้คนที่สถานทูตเนเธอร์แลนด์
โดย บ๊อบบี้
เมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสได้รับเชิญไปร่วมชมภาพยนตร์เรื่อง "Black Book" ของพอล เวอร์โฮเวน ที่สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย บริเวณถนนวิทยุ ซึ่งทำให้ตนเองได้เปิดหูเปิดตาในหลายต่อหลายเรื่อง จนไม่อยากพลาดที่จะนำเอาเรื่องราวเหล่านั้นมาเล่าสู่กันฟัง
ณ ห้องรับรองในบ้านพักของท่านเอกอัครราชทูต ผู้เขียนมีโอกาสได้สนทนากับนักการทูตระดับสูงท่านหนึ่งของสถานทูตเน เธอร์แลนด์ เมื่อแนะนำตัวไปว่าตนเองทำงานอยู่กับหนังสือพิมพ์ภาษาไทย นอกจากนักการทูตท่านนี้จะสอบถามถึงปัญหาหลักที่สื่อสิ่งพิมพ์ทั่วโลกต้อง เผชิญหน้าร่วมกัน อันได้แก่การเติบโตอย่างต่อเนื่องของสื่อออนไลน์แล้ว คำถามสำคัญอีกประการหนึ่งที่นักการทูตดัทช์ถามผู้เขียนก็คือ "ในสถานการณ์ทางการเมืองตอนนี้ คุณอยู่ข้างเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง?"
ผู้เขียนตอบไปสั้น ๆ แต่เพียงว่า ตนเองอยู่ข้างระบอบประชาธิปไตยและการเลือกตั้งของประชาชน
เนื่องจากภาพยนตร์ที่สถานทูตนำมาจัดฉาย เป็นหนังซึ่งบอกเล่าเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กองทัพนาซีเยอรมันบุกเข้ายึดครองเนเธอร์แลนด์ นักการทูตท่านนี้จึงสอบถามผู้เขียนว่า เท่าที่เขาทราบมีภาพยนตร์ ไทยที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้ง ที่ 2 ไม่มากนัก ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
ผู้เขียนตอบคำถามดังกล่าวได้ไม่ค่อยดีนักว่า คงเป็นเพราะ ประวัติศาสตร์ไทยช่วงดังกล่าวมีความกำกวมขัดแย้งไม่ชัดเจนนัก เช่นการที่รัฐบาลไทยในยุคนั้นประกาศตนเป็นฝ่ายอักษะ แต่พอช่วงหลังสงคราม ประเทศไทยก็สามารถเปลี่ยนมาอยู่ข้างสัมพันธมิตรได้อย่างทันท่วงที
นอกจากนั้น ผู้เขียนยังพูดจาออกนอกประเด็นไปอีกว่า ในกรณีสถานภาพของนายกรัฐมนตรีช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็มีความคลุมเครือเช่นกัน เพราะแม้ประวัติศาสตร์นิพนธ์สายหนึ่งจะมองจอมพล ป. เป็นผู้ร้าย แต่ประวัติศาสตร์นิพนธ์อีกสาย (โดยเฉพาะงานเขียนที่ถูกผลิตขึ้นในช่วงหลัง ๆ) ก็พยายามคืนความชอบธรรมให้แก่อดีตผู้นำคนนี้มากขึ้น เช่น การพิจารณาว่าเขาเป็นผู้นำที่เคารพในหลักการประชาธิปไตยแบบรัฐสภา เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้เขียนมาคิดทบทวนในภายหลัง กลับพบว่าแท้จริงแล้วก็มีภาพยนตร์ไทยร่วมสมัยหลายเรื่องที่มีฉากหลังเป็น เหตุการณ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพียงแต่หนังเหล่านั้นไม่ได้พูดถึงเรื่องสงครามเป็นประเด็นหลัก เช่น "สตางค์" ของบัณฑิต ฤทธิ์ถกล ผู้ล่วงลับ หรือ "โหมโรง" ของอิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์ นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเรื่องที่นำเสนอประเด็นสงครามโดยตรง เช่น "ยุวชนทหาร เปิดเทอมไปรบ" ของยุทธนา มุกดาสนิท "ไทยถีบ" ของพิสุทธิ์ แพร่แสงเอี่ยม รวมทั้งนิยาย/ละครโทรทัศน์/ภาพยนตร์สุดคลาสสิกอย่าง "คู่กรรม" บทประพันธ์ของทมยันตี ที่ จะว่าไปแล้วอารมณ์ทั้งรักทั้งเกลียดทหารญี่ปุ่นนาม "โกโบริ" ของสาวไทยชื่อ "อังศุมาลิน" ก็สะท้อนให้เห็นถึงท่าทีอันกำกวมของสังคมไทยในเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ดีอยู่มิใช่น้อย
ผู้เขียนยังได้พูดคุยเกี่ยวกับข่าวคราวการเพิ่งเสียชีวิตในวัยครบ 1 ศตวรรษของ "มีพ คีส์" สตรีชาวออสเตรียที่ไปใช้ชีวิตในเนเธอร์แลนด์ ผู้เคยให้ความช่วยเหลือและเก็บรักษาบันทึกประจำวันของ "แอนน์ แฟรงก์" เด็กหญิงเชื้อสายยิวในช่วงที่นาซียึดครองเนเธอร์แลนด์ ซึ่งต่อมาบันทึกของเด็กหญิงคนนี้ได้กลายเป็นหนังสือว่าด้วยประเด็นการฆ่า ล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก
นักการทูตท่านนี้ได้ยกย่องว่าคีส์ถือเป็นสตรีผู้มีความกล้า หาญอย่างมากในบริบทเช่นนั้น ทั้งนี้ ก่อนการฉายหนัง นาย "ชัคโค ฟาน เดน เฮาท์" ท่านเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทยก็ได้กล่าวอุทิศการฉายหนังที่ ข้องเกี่ยวกับประเด็นนาซีบุกยึดครองเนเธอร์แลนด์เรื่องนี้ให้แก่มีพ คีส์ ผู้เพิ่งวายชนม์เช่นกัน
ในการฉายหนังที่สวนกลางแจ้งหน้าบ้านพักของท่านเอกอัครราชทูต ผู้เขียนมีโอกาสได้นั่งข้างชายชาวดัทช์ ซึ่งมาทำงานเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรนานาชาติ ของมหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่ง
อาจารย์ท่านนั้นเริ่มต้นทักทายผู้เขียนโดยการเกริ่นถึงความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างเนเธอร์แลนด์-ไทย และ เมื่อหนังที่เรากำลังจะได้ชมมีความข้องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สงครามโลก ครั้งที่ 2 นักวิชาการชาวดัทช์ผู้นี้จึงให้ความรู้เพิ่มเติมแก่ผู้เขียนว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว ชาวเนเธอร์แลนด์จำนวนมากได้ถูกกองทัพญี่ปุ่นเกณฑ์มาสร้างทางรถไฟไปพม่า กระทั่งหลายคนต้องเสียชีวิตลงตรงสะพานข้ามแม่น้ำแคว จังหวัดกาญจนบุรี
เนื่องจากขณะนั้น เนเธอร์แลนด์เป็นเจ้าอาณานิคมของอินโดนีเซีย เมื่อญี่ปุ่นบุกยึดครองอินโดนีเซียได้สำเร็จ ชาวดัทช์ที่อินโดนีเซียจึงถูกจับและเกณฑ์ตัวมาเป็นแรงงานสร้างทางรถไฟดัง กล่าว
นี่เป็นความรู้ใหม่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ผู้เขียนมีความเข้าใจแต่เพียงว่าเชลยฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งต้องมาเสียชีวิตที่กาญจนบุรีนั้นเป็นเพียง "ฝรั่งตะวันตก" ผู้พร่าเลือนมาเนิ่นนาน
เมื่อคุยกันถึงชื่อประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งคำว่าเนเธอร์มีรากศัพท์มาจากคำว่า "เนเดอร์" ที่แปลว่า "ต่ำ" อันบ่งชี้ถึงการที่ประเทศแห่งนี้มีพื้นที่จำนวนมากเป็นแผ่นดินที่อยู่ต่ำ กว่าระดับน้ำทะเล จนต้องพยายามจัดการน้ำผ่านการสร้างเขื่อน ทางระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำจำนวนมหาศาล เพื่อป้องกันอุทกภัย กระทั่งเนเธอร์แลนด์ขึ้นชื่อลือชาอย่างมากในการมีองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม การจัดการน้ำนั้น
อาจารย์ท่านนี้ก็คุยให้ฟังว่า ขณะนี้เพื่อนของเขาซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำจากเนเธอร์แลนด์ ได้เดินทางมาบรรยายเรื่องดังกล่าวให้แก่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งของไทย อันเนื่องมาจากความวิตกกังวลกับวิกฤตในเรื่องระดับน้ำที่อาจจะสูงขึ้นจนท่วม บ้านเมืองหลายส่วนในอนาคต
นักวิชาการชาวดัทช์ตั้งข้อสังเกตอย่างน่าสนใจว่า บางทีความ หมายของคำว่า "น้ำ" ในสังคม "ตะวันตก" อย่างเนเธอร์แลนด์ และสังคม "ตะวันออก" อย่างไทย อาจผิดแผกแตกต่างกัน เพราะในขณะที่ "น้ำ" ของทาง "ตะวันออก" มีความหมายที่บ่งชี้ถึงความศักดิ์สิทธิ์หรือการชำระล้างให้บริสุทธิ์ แต่สำหรับ "ตะวันตก" แล้ว "น้ำ" คือศัตรูอันร้ายแรงน่าหวาดกลัวที่มนุษย์จำเป็นต้องต่อสู้ต่อกรด้วย
อย่างไรก็ตาม ในบางครั้ง วิธีการต่อสู้กับน้ำที่มุ่งเน้นไปยังการต้านทานหรือเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ ก็ต้องหันกลับมาสู่วิถีทางแห่งธรรมชาติเช่นกัน ดังในกรณีของแม่น้ำสายหนึ่งในเนเธอร์แลนด์ที่มีลักษณะคดเคี้ยวเป็นอย่างยิ่ง ทว่าเมื่อเกิดวิทยาการจัดการน้ำสมัยใหม่ ก็มีการขุดคลองเพิ่มเติม เพื่อให้แม่น้ำสายดังกล่าวเดินทางเป็นเส้นตรงไม่คดเคี้ยวเช่นแต่ก่อน ด้วยความมุ่งหวังว่าน้ำจะไหลได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่ในระยะยาวพื้นที่ปลายทางของแม่น้ำสายนั้นกลับประสบปัญหาอย่างหนัก เนื่องจากน้ำเดินทางมาเร็วและแรงเกินไป จนไม่สามารถจัดการกักเก็บและระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ สุดท้าย จึงต้องมีการขุดคลองครั้งใหม่ให้น้ำในแม่น้ำสายนี้เดินทางแบบคดเคี้ยวเช่น เดิมอีกครั้งหนึ่ง เพื่อชะลอความแรงและเร็วของน้ำตามวิถีทางธรรมชาติดั้งเดิมของมัน (แม้จะเป็นธรรมชาติที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ก็ตาม)
ก่อนหนังจะฉายไม่นานนัก อาจารย์ชาวเนเธอร์แลนด์เห็นสตรีท่านหนึ่งเดินทางมาร่วมงานฉายภาพยนตร์ครั้ง นี้ด้วย เขาถามผู้เขียนว่ารู้จักสตรีคนดังกล่าวหรือไม่ พร้อมกับเอ่ยนามของเธอออกมาเป็นภาษาไทยสำเนียงดัทช์ซึ่งผู้เขียนฟังไม่ออก เมื่อผู้เขียนส่ายหน้าเป็นคำตอบ เขาก็แสดงความเห็นว่าเป็นไปได้อย่างไร เพราะขนาดตนเองเป็นชาวต่างชาติก็ยังรู้จักสตรีคนนี้เลย เพราะบิดาของเธอเคยเป็นองคมนตรีที่ทำงานประพันธ์เพลงพระราชนิพนธ์ร่วมกับพระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อผู้เขียนหันไปมองสตรีท่านนั้นจึงได้รู้ว่าเธอคือ "หม่อมราชวงศ์มาลินี จักรพันธุ์" หรือ "คุณหญิงหมัด" นั่นเอง
นี่แสดงให้เห็นว่า ชาวเนเธอร์แลนด์คนนี้รู้จัก "สังคมไทย" ในบางแง่มุมได้ดีระดับหนึ่งเลยทีเดียว
แล้วก็เข้าสู่ช่วงเวลาของการฉายภาพยนตร์
ผู้เขียนรู้สึกว่าชะตาชีวิตของตัวละครสตรีใน Black Book มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะขณะที่ตัวละครนำของเรื่องเป็นผู้หญิงเชื้อสายยิวที่เป็นทั้งเหยื่อของ นาซีในช่วงสงคราม (ในทางกลับกัน เธอก็ตกหลุมรักกับทหารฝ่ายนาซีที่ไม่ใช่คนเลวร้าย แต่สุดท้ายเขากลับต้องตายจากนางเอกไป) และเป็นเหยื่อของกลุ่มต่อต้านนาซี (หรือแสร้งทำเป็นต่อต้านแต่แท้จริงแล้วมีผลประโยชน์บางด้านร่วมกันกับพวกนา ซี) ในช่วงหลังสงคราม ตัวละครผู้หญิงอีกคนหนึ่งกลับพบพานแต่ชีวิตที่ดี เพราะเมื่อครั้งนาซีเรืองอำนาจ เธอก็มีคนรักเป็นนายทหารเยอรมัน ครั้นพอนาซีแพ้ เธอก็ได้คนรักใหม่เป็นนายทหารแคนาดาจากฝ่ายสัมพันธมิตร
ชะตากรรมของตัวละครเหล่านี้อาจเป็นภาพตัวแทนของสามัญชนใน ประวัติศาสตร์ที่มิได้ดำรงตนหรือประสบพบเจอกับสิ่งที่เป็นขาว-ดำแน่นิ่งตาย ตัว หากชีวิตของพวกเขาและเธอล้วนแล้วแต่ลื่นไหลพลิกผันไปตามสถานการณ์อยู่ตลอด เวลา
หลังหนังฉายจบ ผู้เขียนเดินทางกลับบ้านพร้อมด้วยประสบการณ์ดี ๆ และไปรษณียบัตรจำนวนหนึ่งที่ทางสถานทูตเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์พิมพ์แจก ผู้มาร่วมงาน
ด้านหน้าของไปรษณียบัตรดังกล่าวเป็นรูปบ้านพักของท่านเอกอัครราชทูต เนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย บ้านพักหลังเก่าแก่ที่ท่านทูตกล่าวว่ามีสถานะเป็น "มรดกทางวัฒนธรรมของกรุงเทพมหานคร"
ด้านหลังไปรษณียบัตรมีข้อความสั้น ๆ แสดงถึงที่มาอันน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งของบ้านพักหลังนี้ กล่าวคือ พระ บาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานบ้านและที่ดินแห่งนี้ให้แก่ พระองค์เจ้าบวรเดชเมื่อปี พ.ศ.2473 ต่อมาพระองค์เจ้าบวรเดชได้ขายบ้านและที่ดินดังกล่าวให้แก่รัฐบาลเนเธอร์ แลนด์เมื่อปี พ.ศ.2492
ใช่แล้ว ผู้เขียนเพิ่งได้ไปดูหนังที่บ้านหลังเก่าของพระองค์เจ้าบวรเดช
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ผู้ช่วยเหลือ-เก็บรักษาบันทึกความทรงจำของเด็กหญิงชาวยิว "แอนน์ แฟรงก์" เสียชีวิตแล้วในวัย 100 ปี
วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553
ใจ อึ๊งภากรณ์ : ทำไมชาวเฮติถึงยากจน ขณะที่ถูกซ้ำเติมด้วยแผ่นดินไหว? | ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์
ใจ อึ๊งภากรณ์ : ทำไมชาวเฮติถึงยากจน ขณะที่ถูกซ้ำเติมด้วยแผ่นดินไหว?
Fri, 2010-01-15 02:49
ใจ อึ๊งภากรณ์
คำตอบสั้นๆ คือ “จักรวรรดินิยม” เพราะภายใต้อิทธิพลของจักรวรรดินิยม ชาวเฮติ ถูกนำมาเป็นทาส ถูกปล้น ถูกกดขี่โดยเผด็จการ และเกาะเขาถูกยึดครองโดยทหารสหรัฐสามครั้ง
เกาะที่เดิมชื่อ Hispaniola ในทะเลแคริเบียน ถูกแบ่งระหว่างสเปนกับฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1697 และภายใต้ระบบทาสในไร่อ้อยเกาะนี้สร้างความร่ำรวยมหาศาลให้กับชนชั้นปกครอง ยุคกษัตริย์ของฝรั่งเศส แต่ในปี 1791 ซึ่งตรงกับช่วงการปฏิวัติล้มเจ้าของฝรั่งเศสเอง ทาสทั้งหลายในเฮติได้ลุกฮือกบฏ และสร้างกองทัพเพื่อปลดแอกตนเอง ผู้นำสำคัญของกองทัพทาสคือ Toussaint L’Ouverture
ในที่สุด หลังจากการต่อสู้กับกองทัพจากอังกฤษและประเทศอื่นที่ต้องการฟื้นฟูระบบทาส ชาวเฮติก็ได้รับชัยชนะ มีการยกเลิกทาสและประกาศให้เป็นประเทศอิสระภายใต้การปกครองของอดีตทาส อย่างไรก็ตามในปี 1825 รัฐบาลฝรั่งเศสบังคับให้เฮติจ่าย “ค่าชดเชยสำหรับสมบัติของฝรั่งเศสที่เสียไป” ถึง 150 ล้านฟรังซ์ ซึ่งมีผลสำคัญที่ทำให้เฮติติดกับดักหนี้สินมาจนถึงทุกวันนี้
ในปี 1915 สหรัฐอเมริกาส่งทหารมายึดครองเฮติ และเวลาต่อมาสหรัฐยังได้ส่งทหารบุกเกาะนี้อีกสองครั้ง ในปี 1957 (ปีที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหารในไทย) สหรัฐให้การสนับสนุนเผด็จการโหดร้ายของ Papa Doc Duvalier เพราะสหรัฐมองว่า เป็นแนวร่วมสำคัญในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ Papa Doc ชอบให้ประชาชนเรียกเขาว่า “พ่อ” และกดขี่ควบคุมประชาชนด้วยกองกำลังอันธพาลชื่อ Tonton Macoute
หลังจากที่ Papa Doc ตายในปี 1971 ลูกชายที่ทุกคนเรียกว่า “Baby Doc” ก็สืบทอดอำนาจพร้อมกับได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐต่อไป พวกอภิสิทธิ์ชนของเฮติในปัจจุบัน ประกอบไปด้วยตระกูลที่ได้ดิบได้ดีในยุคนี้ บวกกับพวกนายทหารชั้นสูงและพ่อค้า พวกนี้กอบโกยความร่ำรวยในขณะที่ประชาชนยากจน ทุกวันนี้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ในระดับต่ำกว่า 60 บาทต่อวัน แต่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีงานทำและรายได้ต่ำกว่านี้
ในปี 1986 มีการลุกฮือของมวลชนที่สามารถโค่นล้มเผด็จการ Baby Doc นี่คือจุดเริ่มต้นของขบวนการ “Lavalas” ซึ่งชื่อ Lavalas หมายถึง “น้ำป่าท่วม” หรือ “มวลประชาชน” และเป็นขบวนการของคนยากคนจนที่ต้องเผชิญหน้ากับอภิสิทธิ์ชนหรืออำมาตย์
ผู้นำขบวนการนี้เป็นพระศาสนาคริสต์ชื่อ Jean-Bertrad Aristad และในปี 1990 Aristide ชนะการเลือกตั้งและขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีด้วยเสียงจากประชาชน 67% คนยากคนจนแฮ่กันไปเลือกเขา เพราะเขาเสนอนโยบายปฏิรูปสังคมที่จะกระจายรายได้และสร้างความเป็นธรรม และแน่นอนพวกอำมาตย์เกลียดชังและโกรธแค้นในชัยชนะของ Aristad และทำทุกอย่างเพื่อขัดขวางการทำงานของรัฐบาล
ในที่สุดเพียงหนึ่งปีหลังจากการเลือกตั้ง Aristide ถูกรัฐประหารทหารโค่นล้มไป พวกอำมาตย์ที่ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้รับการสนับสนุนแบบลับๆ จากสหรัฐอเมริกา
ในปี 1994 กองทัพได้บุกเข้าไปสังหารคนจนในสลัม และในที่สุดปัญหาความไม่สงบนี้กลายเป็นข้ออ้างของรัฐบาลสหรัฐภายใต้ ประธานาธิบดีบิล คลินดัน ที่จะส่งทหารบุกเฮติเป็นครั้งที่สอง ในช่วงนี้อดีตประธานาธิบดี Aristide ที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ ถูกสหรัฐกดดันให้ยอมรับข้อตกลงพิษ สหรัฐสัญญาว่า จะให้กลับมาดำรงตำแหน่งได้ แต่เงื่อนไขคือจะต้องใช้นโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมตามคำสั่งของธนาคารโลกและไอ เอ็มเอฟ นโยบายดังกล่าวระบุว่า ต้องตัดงบประมาณรัฐที่ลดราคาสินค้าจำเป็นให้คนจน ต้องตัดสวัสดิการทุกอย่างและขายรัฐวิสาหกิจให้เอกชน ประชาชนที่ยากจนอยู่แล้วจึงยิ่งยากลำบากมากขึ้น อดีตประธานาธิบดีคลินดันที่บังคับใช้นโยบายนี้ และเป็นผู้ส่งทหารเข้าไปยึดครองเฮติ เป็นผู้ที่ได้รับการเสนอให้ทำหน้าที่ประสานการแก้ปัญหาจากแผ่นดินไหวครั้ง นี้
สหรัฐอนุญาตให้ Aristide ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแค่หนึ่งปี และห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งหลังจากนั้น ต้องรออีกห้าปี พร้อมกันนั้นนโยบายเสรีนิยมที่ถูกนำมาใช้ได้ทำลายขบวนการ Lavalas จนเสื่อมไปจากเดิม คนจนส่วนใหญ่เริ่มหมดกำลังใจ อย่างไรก็ตามในปี 2000 Aristide ลงสมัครและชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง
หลังชัยชนะครั้งที่สองของ Aristide พวกอภิสิทธิ์ชนหรืออำมาตย์ก็เปิดศึกจับอาวุธเพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการ เลือกตั้ง ฝ่ายอำมาตย์ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐและฝรั่งเศส และที่น่าสลดใจคือ ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “ประชาสังคม” และองค์กรเอ็นจีโอสากลอีกด้วย
กลุ่มที่อ้างว่าเป็น “ประชาสังคม” แท้ที่จริงเป็นกลุ่มของนักธุรกิจและนายทุนที่คัดค้านการกระจายรายได้และการ ปฏิรูปสังคม ส่วนเอ็นจีโอสากลมีบทบาทในการให้บริการกับประชาชนแทนรัฐบาลที่ไม่มีเงิน เงินทุนของเอ็นจีโอเหล่านี้ได้มาจากรัฐบาลสหรัฐและคานาดา และวิถีชีวิตของนักเอ็นจีโอไม่ต่างจากวิถีชีวิตของคนชั้นสูง ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยากจน ในที่สุดมีการทำรัฐประหารครั้งที่สองเพื่อล้ม Aristide ในปี 2004 (สองปีก่อนรัฐประหาร 19 กันยาในไทย) และพวกประชาสังคมและเอ็นจีโอก็สนับสนุนรัฐประหาร (ไม่ต่างจากไทย) อย่างไรก็ตามมีนักเอ็นจีโอรากหญ้าในองค์กรเล็กๆ บางแห่งที่ใกล้ชิดประชาชนซึ่งเข้าข้าง Lavalas และประชาธิปไตย
Aristide ถูกพาออกนอกประเทศอีกครั้งโดยเครื่องบินของสหรัฐ และรัฐบาลสหรัฐภายใต้จอร์จ ดับเบิลยู บุช ก็สั่งให้ทหารยึดครองเฮติเป็นครั้งที่ 3 หลังจากนั้นสหรัฐโอนอำนาจทางทหารให้สหประชาชาติ และกองกำลังสหประชาชาติก็ถูกใช้ในการปราบปราบขบวนการ Lavalas
เราไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมประชาชนบนเกาะเฮติถึงยากลำบากแบบนี้ และเรื่องราวของเฮติมีบทเรียนหลายอย่างเกี่ยวกับ จักรวรรดินิยม นโยบายเสรีนิยม บทบาทสหประชาชาติ และท่าทีของเอ็นจีโอกระแสหลักต่อประชาธิปไตย
โชคดีจังเลยที่ประเทศไทยไม่ได้เหมือนเฮติ เพราะเรามีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งปกป้องโดยทหาร พันธมิตรและพรรคประชาธิปัตย์!!
....................................
แหล่งข้อมูลและอ่านเพิ่ม : Peter Hallward (2007) Damming the Flood. Haiti, Aristide, and the Politics of Containment. Verso, London, New York.
http://www.prachatai.com/journal/2010/01/27329
อุดช่องโหว่กฎหมายอุตสาหกรรมทำเกลือ เพื่อทำร้ายคนโคราช ?
นักข่าวพลเมือง: อุดช่องโหว่กฎหมายอุตสาหกรรมทำเกลือ เพื่อทำร้ายคนโคราช ?
Mon, 2010-01-18 19:19
http://www.prachatai.com/journal/2010/01/27359
รายงาน: เส้นทางวิบากวิทยุชุมชนในอเมริกา ถึง ปัญหาแบบไทยๆ | ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์
รายงาน: เส้นทางวิบากวิทยุชุมชนในอเมริกา ถึง ปัญหาแบบไทยๆ
Mon, 2010-01-18 17:51
1.เรื่องสถานภาพทางกฎหมายที่ยังไม่มีการยอมรับว่าวิทยุชุมชนถูกต้องตาม กฎหมาย
2.ปัญหาด้านเทคนิค เรื่องเครื่องส่ง และคลื่น เพราะคนทำวิทยุชุมชนในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านไม่สามารถจัดการแก้ปัญหา ด้วยตัวเองได้ ต้องอาศัยช่างเทคนิคเข้ามาช่วย
3.การหนุนเสริมจากภาครัฐไม่เกิดขึ้นเหตุเพราะยังไม่มีสถานภาพทางกฎหมาย หากใครจะทำวิทยุชุมชนต้องระดมทุนกันเอง
4.ปัญหาการเชื่อมร้อยเครือข่ายของคนทำวิทยุชุมชน ส่วนใหญ่ยังต่างคนต่างทำ
http://www.prachatai.com/journal/2010/01/27358
อ่านจดหมายจากคุก ของคนที่โลกลืม "สุวิชา ท่าค้อ" | ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์
อ่านจดหมายจากคุก ของคนที่โลกลืม "สุวิชา ท่าค้อ"
Wed, 2010-01-20 15:08
ประวิตร โรจนพฤกษ์
--อ่านจดหมายจากคนที่เหมือนตายไปแล้ว จดหมายจากคุกของ สุวิชา ท่าค้อ--
ผู้เขียนอ่านจดหมายลงวันที่ 1 มกราคม 2553 จากนายสุวิชา ท่าค้อ ผู้ถูกศาลชั้นต้นตัดสินว่า มีความผิดตามกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และ พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โทษจำคุก 10 ปี ที่เขียนถึงทนายอานนท์ นำภา ทนายความของเขา ด้วยความสลด เพราะในขณะที่สื่อกระแสหลักพร้อมที่จะเทิดทูน ประจบในหลวงและสถาบันอย่างสุดๆ พวกเขากลับไม่มีที่ให้กับความเห็นของนักโทษข้อหาหมิ่นฯ ในขณะเดียวกัน นายสุวิชาเองก็ดูเหมือนจะไม่มีความเชื่อมั่นใดๆ ในสื่อกระแสหลักหลงเหลืออยู่ ในจดหมายจึงไม่มีการกล่าวถึงการฝากความหวังไว้กับสื่อกระแสหลักของไทยเลย หากจะมีการพูดถึงสื่อในจดหมาย ก็มีเพียงสื่อนอกกระแสอย่างประชาไทเพียงแห่งเดียว
ทางด้านทนายอานนท์ นำภา ทนายของนายสุวิชา ก็ได้แสดงความเห็นว่า จดหมายฉบับนี้ “น่าจะเป็นจดหมายฉบับสุดท้าย เพราะทางเรือนจำได้รับแจ้งให้เซ็นเซอร์ จากเจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยคนหนึ่ง (เป็นผู้ได้รับการแต่งตั้งให้มาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ) ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวสามารถเข้าออกเรือนจำได้แม้ไม่ต้องเป็นญาติของผู้ต้อง ขัง… คุณสุวิชาขอให้เผยแพร่จดหมายของเขา”
นี้คือเซ็นเซอร์ชิปซ้ำซ้อน หลังจากที่สื่อกระแสหลักไม่สนใจอยู่แล้ว ในการเข้าใจคนอย่างสุวิชา ว่าทำไมเขาถึงเผยแพร่คลิปวิดิโอหมิ่นกษัตริย์ นายสุวิชาก็อยู่ในคุกแล้ว สื่อก็ไม่สนใจอยู่แล้ว แถมเขากำลังเผชิญกับการเซ็นเซอร์เพิ่มอย่างซ้ำซ้อน ดูเหมือนว่า คนไทยไม่มีสิทธิที่จะเห็นต่าง
การถูกจองจำในคุกเกือบ 1 ปีตั้งแต่ ม.ค. 2552 ไม่ได้ช่วยให้นายสุวิชามีศรัทธาต่อสังคมไทยและระบบยุติธรรมไทย ดังที่นายสุวิชากล่าวในจดหมายว่า “พวกเขามองผมเป็นผู้ร้ายที่ต้องถูกปราบปราม แต่ไม่มองถึงต้นเหตุของปัญหาเลย เพราะเหตุทำให้เกิดผล … ผมรู้สึกอัดอั้นตันใจอย่างมาก ที่พวกเขานั้นเหล่านั้นไม่เข้าใจผมบ้างเลย”
ในจดหมายเขียนด้วยลายมือเกือบสามหน้าของนายสุวิชา นายสุวิชายังได้พูดถึงความกลัวของตนและครอบครัว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการคุกคามและการลงโทษที่ไปไกลกว่าตัวบทกฎหมาย ซึ่งหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว เมื่อเทียบกับอารยประเทศอื่นๆ
“[ภรรยา] ถูกกดดันรอบด้าน ทั้งจากตำรวจที่อยากให้เธออยู่เงียบๆ พวกเขาเคยบอกเธอว่า หากผมได้ออกจากคุก พวกเขาจะไม่รับรองความปลอดภัย หรือหากไม่อยากให้ผมเจอหนัก ก็ต้องอยู่เงียบๆ … ไม่ว่าจะมีสิ่งศักด์สิทธิ์ที่ไหน เธอจะไปสวดอ้อนวอน และบนบานศาลกล่าวเพื่อให้ได้ตัวผมคืนมา”
นายสุวิชายังได้กล่าวถึงการที่ภรรยาได้พบตัวสามีในห้องขังของตำรวจดีเอส ไอเป็นครั้งแรกว่า “สิ่งแรกที่เธอทำคือ แกะกระดุมเสื้อผมตรวจดูร่องรอยการทำร้ายร่างกาย เธอดูโล่งใจขึ้นเมื่อร่างกายผมยังอยู่ปกติ”
ราคาค่างวดของการเผยแพร่ข้อมูลหมิ่นเจ้านั้นสูงยิ่ง และผู้ได้รับผลกระทบมิใช่เพียงแต่คนที่ “กระทำผิด” ดังที่นายสุวิชาเขียนต่อมาถึงภรรยาที่ไม่ได้มีการศึกษาสูงว่า: “เธอต้องไปให้ความสำคัญกับลูกๆ เพิ่มขึ้น เธอพยายามขายทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อป็นค่าจ้าง และค่าเทอมให้ลูกๆ [สามคน] เธอต้องประหยัดที่สุดจนแทบจะไม่น่าเชื่อ เพราะครอบครัวเราไม่มีรายได้อีกแล้ว พี่น้องทีมงานประชาไทจะเข้าใจดีว่า สภาพจิตใจของภรรยาผมเป็นเช่นไร สิ่งเดียวที่พวกเราต้องการคือเพียงแค่การได้กลับไปใช้ชีวิตด้วยกัน ขอแค่ทำไร่ไถนาและอยู่อย่างพอเพียง พวกเราไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่านี้ แต่พวกเขาหาได้มีความเมตตาแก่พวกเราไม่ และไม่สงสารพวกเราเลย พวกเราเป็นคนเหมือนกัน และเป็นคนไทย”
คำว่า “เป็นคนไทย” ทำให้ผมนึกถึงการพูดเทิดทูนอย่างเหมารวมต่อสถาบันว่า “คนไทยทุกคน” รักในหลวง ทำให้คนที่คิดต่างต่อสถาบันถูกตราหน้าว่า “ไม่ใช่คนไทย” ทั้งที่ในความเป็นจริงคนไทยจำนวนไม่น้อยคิดเห็นเชิงวิพากษ์หรือเท่าทันต่อ สถาบัน เพียงแต่ไม่กล้าแสดงออก เพราะกลัวกฎหมายฯ และคุกตาราง
เมื่อกล่าวถึงคุกแล้ว นายสุวิชาได้เขียนไว้ว่า “ในช่วงที่แย่ที่สุด ผมเคยบอกกับภรรยาว่า ‘ผมไม่ไหวอีกแล้ว’ และสั่งเสียถึงพ่อแม่ผม หากจะไม่ได้พบกันอีก ภรรยาผมร้องไห้และเตือนสติผมว่า ‘หากไม่มีนุ้ย นาและลูกๆ จะอยู่กันอย่างไร’ มันทำให้ผมสู้ทนเพื่อจะมีชีวิตต่อไป เธอยังเคยพูดว่า ถึงเธอจะอยู่นอกคุก แต่ก็ไม่ต่างจากการติดคุก ตราบใดที่ผมยังอยู่ในคุก เพราะเธออยู่ในภายใต้แรงกดดันรอบด้าน … ผมไม่รู้จะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร หากไม่ประสบเองก็จะไม่เข้าใจ มันเป็นเหมือนการฆ่าให้ตายไปครึ่งชีวิต หรือทำให้ตายทั้งเป็น ผมไม่อยากให้ใครได้ลิ้มรสกับสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนผม เมื่อมีข่าวนักโทษแขวนคอตายในห้องขัง ผมรู้สึกว่า เป็นเรี่องปกติเพราะผมเคยผ่านจุดนั้นมา”
คุกในที่นี้ มีทั้งคุกทางกายภาพที่ผู้ “กระทำผิด” ต้องถูกจองจำ แต่ในขณะเดียวกัน สภาพที่มีกฎหมายหมิ่นในสังคมก็เปรียบเสมือนคุกอีกชนิดหนึ่งที่มองไม่เห็น หากคุณปฏิบัติตามก็ไม่ต้องเข้าคุกคลองเปรม ซึ่งเป็นคุกทางกายภาพ แต่คุณก็ยังอยู่ในคุกที่ไม่มีตัวตน จับต้องไม่ได้อยู่ดี เพราะคุณถูกทำให้เงียบ แสดงความคิดเห็นต่างและเท่าทันต่อสถาบันไม่ได้ คุกทางกายภาพและคุกทางสังคมที่มองไม่เห็น ไม่ได้ทำให้นายสุวิชายอมจำนนต่อสภาพที่เขามองว่า ไม่ยุติธรรมดังที่นายสุวิชาเขียนต่อมาว่า
“ตราบใดที่พวกเขายังขังผมต่อ คนที่เสียหายคือพวกที่ทำบาปทำกรรมต่อผมและลูกเมีย … เรื่องอำนาจทางการเมืองยิ่งเป็นกิเลสที่หยาบที่สุดเพราะถึงกับจับขังหรือฆ่า กันได้เลย ดังที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ถึงแม้ว่าผมจะอยู่กับทางโลก แต่ผมก็จะเดินบนทางธรรมเป็นเอก… ชีวิตของพวกเราทั้งห้าอยู่ในอำนาจของเขา ผมทำอะไรไม่ได้หรอก และไม่อยากให้ลูกเมียต้องไปขอบริจาคใครกิน แต่พวกเราคงไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้ และขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวผม ลูกๆ ทั้งสามมีค่ามากสำหรับผม ขอเพียงให้พวกเขาอยู่รอด สำหรับผมอะไรก็ได้ เพราะเหมือนคนที่ตายไปแล้วไม่รู้ว่าจะกลัวอะไรได้อีกแล้ว”
นศ.วิศวะ ถ่ายภาพฟ้าผ่า 'เบิร์จ ดูไบ' - ข่าวไทยรัฐออนไลน์
ภาพโดย เดอะ ซัน (www.thesun.co.uk)
มาห์ มูด ฮัมดาน ถ่ายภาพสวยงามขณะที่ฝ้าผ่าลงมาที่ตึกที่สูงที่สุดในโลก 'เบิร์จ ดูไบ' ในสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไว้ได้ ในขณะที่เดินทางมาดูพายุฝนในดูไบ
สำนัก ข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 20 ม.ค. ว่า นักศึกษาวิศวกรรมการออกแบบวัย 23 ปี นายมาห์มูด ฮัมดาน ถ่ายภาพขณะที่ฟ้าผ่าลงมายอดตึก 'เบิร์จ ดูไบ' ตึกที่สูงที่สุดในโลกไว้ได้จากระยะห่างราว 1 ไมล์
มาห์มูด ฮัมดาน ชาวปาเลสไตน์บอกว่าเขาเดินทางมาดูไบ เพื่อเก็บภาพพายุฝนฟ้าคะนอง ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในเมืองนี้ และโชคดีที่กล้องซึ่งเพิ่งถอยมาใหม่จับภาพนี้ไว้ได้ทันเวลา
http://www.thairath.co.th/content/oversea/60177
