อินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน
Bookmark and Share
ใครๆก็แก้กฎหมายได้(คุณก็ด้วย)

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553

ไอซีทียันดักข้อมูลชาวเน็ตไทยไม่ละเมิด "ประเทศไหนๆก็ติด Sniffer"

ไอซีทียันดักข้อมูลชาวเน็ตไทยไม่ละเมิด "ประเทศไหนๆก็ติด Sniffer"
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 มกราคม 2553 18:17 น.

หัวหน้าคณะทำงานปราบคอนเทนท์เถื่อนบน อินเทอร์เน็ตในสังกัดไอซีทียืนยันชัดเจน การติดตั้งระบบดักจับข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือ Sniffer ที่ไอเอสพีหรือบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยนั้นเป็นการช่วย ป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ได้ผล แจงกลุ่มนักท่องเน็ตชาวไทยผู้ต่อต้าน Sniffer ว่าการติด Sniffer เป็นเรื่องสากลที่ประเทศใหญ่อย่างสหรัฐฯก็ทำ ย้ำว่าเครือข่ายโทรศัพท์มือถือยังต้องมีการดักเก็บข้อมูลการใช้งาน การดักเก็บข้อมูลผู้ใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีขนาดใหญ่กว่าจึงเป็นสิ่ง ที่ต้องทำ

Sniffer คือโปรแกรมดักจับข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่คณะทำงานโครงการนี้มีมติ เสนอให้ กทช. (คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) เพิ่มหลักเกณฑ์ในการออกใบอนุญาตให้กับผู้ประกอบการบริการอินเทอร์เน็ต ว่าต้องติดตั้ง Sniffer ไว้ที่เกตเวย์เพื่อใช้ดักอ่านข้อมูลที่วิ่งไปมาบนระบบ (Traffic) เท่ากับไอซีทีต้องการบังคับให้ไอเอสพีทุกค่ายดักเก็บข้อมูลผู้ใช้ทุกคน เพื่อตรวจว่าลูกค้ารายใดใช้งานคอนเทนท์เถื่อนผิดลิขสิทธิ์จากแหล่งใด

จุดประสงค์ของไอซีทีคือต้องการปราบปรามการเผยแพร่คอนเทนท์เถื่อนผิด ลิขสิทธิ์บนอินเทอร์เน็ต เช่น เพลง โปรแกรม ภาพยนตร์ ฯลฯ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความกังวลว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวไทยกำลังจะถูกรุกล้ำความเป็นส่วนตัว ขณะที่ต้นทุนของผู้ประกอบการเกตเวย์ (ISP : Internet Service Provider) ก็จะสูงขึ้นและอาจเป็นภาระกลับไปยังผู้บริโภคที่ต้องจ่ายแพงขึ้น ที่สำคัญ หากข้อมูลที่ดักเก็บไว้ถูกนำไปใช้ในทางไม่ชอบ ก็จะมีผลเสียหายตามมา โดยทั้ง 3 ข้อนี้เป็นความกังวลซึ่งปรเมศวร์ มินศิริ เว็บมาสเตอร์กระปุกดอทคอมโพสต์ไว้บนเว็บบอร์ด thaifollow.com

ทันที ที่ข่าวนโยบายติดตั้ง Sniffer แพร่กระจายไป ชาวอินเทอร์เน็ตในเมืองไทยพากันจับกลุ่มวิจารณ์และไม่เห็นด้วย กระทั่งล่าสุด มีการจัดตั้งกลุ่ม thainosniff ขึ้นมา เรียกร้องไม่ให้ภาครัฐทำการดักจับข้อมูลด้วย Sniffer

มั่นใจแก้รัดกุมที่ต้นเหตุ

นายอาจิน จิรชีพพัฒนา ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ประธานคณะทำงานกำกับดูแลและเฝ้าระวังการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่าย อินเทอร์เน็ต กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยลุกขึ้นมาแสดงความเห็น ต่อต้าน Sniffer ว่า การ ติดตั้ง Sniffer เป็นการช่วยป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ ต้นเหตุ แถมยังสามารถคัดกรองเว็บไซต์เหมาะสมทุกประเภท ต่างจากพ.ร.บ.การกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ที่สามารถเอาผิดได้เมื่อมีคดีความเกิดขึ้นเท่านั้น ถือเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ

"สำหรับ กรณีที่หลายภาคส่วนเป็นห่วงว่าการใช้อุปกรณ์ดังกล่าวจะทำให้เกิดการละเมิด สิทธิส่วนบุคคลนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องคำนึงถึงด้วย แต่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นเหมือนถนนสาธารณะที่จะต้องมีการเฝ้าระวัง ไม่ให้มีการใช้เพื่อดำเนินการผิดกฎหมาย"

อาจินระบุว่าข้อมูลที่วิ่งอยู่บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้นมีจำนวน มหาศาล เป็นไปได้ยากที่ไอเอสพีจะเฝ้าดูข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าทุกราย ประกอบกับไอซีทีจะมีเกณฑ์ข้อมูลที่เข้าข่ายละเมิดลิขสิทธิ์ส่งไปยัง ISP แต่ละรายแบบอัตโนมัติ ซึ่งผู้ประกอบการ ISP จะต้องคัดเฉพาะข้อมูลที่เข้าข่ายเท่านั้นมาพิจารณา และหาก ISP รายใดนำข้อมูลส่วนตัวลูกค้าไปใช้ประโยชน์ก็จะถูกดำเนินการทางกฎหมายทันที

“เรา จะให้ ISP คัดกรองข้อมูลที่น่าสงสัย สมมุติมีปริมาณการเข้าใช้เว็บไซต์เพลงเว็บไซต์หนึ่งจำนวนมากผิดปกติ เราก็ต้องตรวจเช็คว่าเว็บไซต์ดังกล่าวอยู่ในรายชื่อผู้ได้รับอนุญาตจากเจ้า ของลิขสิทธิ์เพลงหรือไม่ อย่างไรก็ดี การเฝ้าระวังทราฟิกที่น่าสงสัยบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นการเฝ้าระวังที่ ต้นเหตุ ดีกว่ารอให้เกิดคดีแล้วค่อยไปไล่ตรวจจับ ประกอบกับอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นอุปกรณ์ที่มีใช้อยู่ทั่วไปในระดับสากล เพราะในต่างประเทศให้ความสำคัญกับการดักจับข้อมูลไม่เหมาะสม เช่นในอเมริกา ก็มีการร่างกฎหมายดักจับข้อมูลขึ้นมาโดยเฉพาะ”

อย่างไรก็ดี การติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวดังกล่าวยอมรับว่าเป็นต้นทุนที่ผู้ประกอบการ ISP ต้องรับภาระเอง แต่การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นความรับผิดชอบต่อสังคม โดยที่ผ่านมาผู้ประกอบหลีกเลี่ยงที่จะให้ความร่วมมือ ไอซีทีจึงจำเป็นต้องขอความร่วมมือจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติใน ฐานะผู้กำกับดูแลสั่งการให้ ISP ติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าว

"สำหรับ กลุ่มผู้คัดค้านก็ต้องถามกลับไปว่าพวกเขาคัดค้านอะไร กรณีการดำเนินการของรัฐบาลครั้งนี้ต้องการสร้างความสงบสุขบนสังคมอิน เทอร์เน็ต และเป็นเกราะป้องกันเยาวชนให้พ้นจากภัยที่มากับอินเทอร์เน็ต การทำหน้าที่ของรัฐครั้งนี้เปรียบเสมือนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้า เมือง คนที่ผ่านไปมาต้องยอมเสียความเป็นส่วนตัวบ้างเพื่อความปลอดภัย ความสงบสุขของประเทศ และการเฝ้าระวังการใช้งานบนเครือข่ายนี้ก็ดูแลโดยรัฐนั้นคือไอซีที ซึ่งการันตรีว่าจะไม่มีการละเมิดข้อมูลส่วนของประชาชนไปใช้ประโยชน์อย่าง อื่นแน่นอน"

ทั้งนี้ นอกจากการขอความร่วมมือกทช. ไอซีที ได้ดำเนินการส่งเรื่องให้สำนักงานอัยการสูงสุดตีความว่า การติดตั้งอุปกรณ์เพื่อเฝ้าระวังการละเมิดลิขสิทธิ์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ก่อนเกิดคดีความ นั้นสามารถดำเนินการได้หรือไม่ และยังได้ดำเนินการแก้กฎหมายให้สอดคล้องกับเรื่องดังกล่าวไปพร้อมกันด้วย

กระแสค้านก่อตัว

คณะทำงานโครงการปราบปรามคอนเทนท์เถื่อนผิดลิขสิทธิ์บนอินเทอร์เน็ต ประกอบด้วยตัวแทนจาก 5 ส่วน ได้แก่ กระทรวงไอซีที กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ขณะนี้แผนการใช้ Sniffer เป็นเครื่องมือปราบปรามนั้นยังค้างอยู่ที่ กทช. ซึ่งยังไม่มีกำหนดการผ่านพิจารณาที่ชัดเจน

ระหว่างที่เรื่องยังไม่ชัดเจน ชาวอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยออกมาคัดค้านเรื่องนี้ด้วยการติดป้าย #thainosniff บนทวิตเตอร์ (Twiiter) และมีการใช้ชื่อ thainosniff เป็นชื่อกลุ่มในเว็บเครือข่ายสังคมเฟสบุ๊ก (Facebook) ลักษณะเดียวกับ #welovetheking ซึ่งชาวทวิตเตอร์ติดป้ายเพื่อบ่งบอกว่าเป็นกลุ่มเทิดพระเกียรติในหลวง ยังไม่มีมีแถลงการณ์ออกมาอย่างเป็นทางการในขณะนี้

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการติดตั้ง Sniffer นั้นเป็นวิธีการปราบปรามคอนเทนท์เถื่อนบนอินเทอร์เน็ตที่ได้ผลจริง โดยเฉพาะการปราบ"ขบวนการโหลดบิต"ชุมชน นักแลกเปลี่ยนข้อมูลคอนเทนท์เถื่อนขนาดใหญ่ที่จะได้รับผลกระทบอย่างแรงหากมี การติดตั้ง Sniffer ในอนาคต แต่การหักดิบด้วยการดักข้อมูลผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทุกคนในประเทศนั้นเป็นสิ่ง ที่ชาวเน็ตถือว่าเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวที่ยากจะยอมรับได้ จน มีบางรายเปรียบเทียบว่าการติด Sniffer ไม่ต่างอะไรกับการติดกล้องวงจรปิดในห้องน้ำ พร้อมประนามว่าโครงการนี้จะทำให้ไอซีทีกลายเป็นถ้ำมอง ซึ่งเชื่อขนมกินได้เลยว่า การพิจารณาเพื่อหาทางเดินที่ดีที่สุดของเรื่องนี้จะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าทุกอย่างจะลงตัว

Company Related Links :
ICT

http://manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9530000009163

ไปดูหนังและพบปะพูดคุยกับผู้คนที่สถานทูตเนเธอร์แลนด์

Matichon Online: หนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์ : หนังสือพิมพ์คุณภาพ เพื่อคุณภาพของประเทศ


[บ้านพักของเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย]
บ้านพักของเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย

[ท่านทูตชัคโค ฟาน เดน เฮาท์ และภริยา]
ท่านทูตชัคโค ฟาน เดน เฮาท์ และภริยา

[จอมพล ป. พิบูลสงคราม]
จอมพล ป. พิบูลสงคราม

[คู่กรรม]
คู่กรรม

[มีพ คีส์]
มีพ คีส์

[สุสานทหารสัมพันธมิตร ที่กาญจนบุรี]
สุสานทหารสัมพันธมิตร ที่กาญจนบุรี

[บรรยากาศการฉายหนังเรื่อง Black Book ที่สถานทูตเนเธอร์แลนด์]
บรรยากาศการฉายหนังเรื่อง Black Book ที่สถานทูตเนเธอร์แลนด์

[Black Book]
Black Book

[พระองค์เจ้าบวรเดช]
พระองค์เจ้าบวรเดช

[ไปรษณียบัตรรูปบ้านพักของเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย]
ไปรษณียบัตรรูปบ้านพักของเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย

วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 14:45:54 น. มติชนออนไลน์

ไปดูหนังและพบปะพูดคุยกับผู้คนที่สถานทูตเนเธอร์แลนด์

โดย บ๊อบบี้

เมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสได้รับเชิญไปร่วมชมภาพยนตร์เรื่อง "Black Book" ของพอล เวอร์โฮเวน ที่สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย บริเวณถนนวิทยุ ซึ่งทำให้ตนเองได้เปิดหูเปิดตาในหลายต่อหลายเรื่อง จนไม่อยากพลาดที่จะนำเอาเรื่องราวเหล่านั้นมาเล่าสู่กันฟัง


ณ ห้องรับรองในบ้านพักของท่านเอกอัครราชทูต ผู้เขียนมีโอกาสได้สนทนากับนักการทูตระดับสูงท่านหนึ่งของสถานทูตเน เธอร์แลนด์ เมื่อแนะนำตัวไปว่าตนเองทำงานอยู่กับหนังสือพิมพ์ภาษาไทย นอกจากนักการทูตท่านนี้จะสอบถามถึงปัญหาหลักที่สื่อสิ่งพิมพ์ทั่วโลกต้อง เผชิญหน้าร่วมกัน อันได้แก่การเติบโตอย่างต่อเนื่องของสื่อออนไลน์แล้ว คำถามสำคัญอีกประการหนึ่งที่นักการทูตดัทช์ถามผู้เขียนก็คือ "ในสถานการณ์ทางการเมืองตอนนี้ คุณอยู่ข้างเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง?"


ผู้เขียนตอบไปสั้น ๆ แต่เพียงว่า ตนเองอยู่ข้างระบอบประชาธิปไตยและการเลือกตั้งของประชาชน


เนื่องจากภาพยนตร์ที่สถานทูตนำมาจัดฉาย เป็นหนังซึ่งบอกเล่าเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กองทัพนาซีเยอรมันบุกเข้ายึดครองเนเธอร์แลนด์ นักการทูตท่านนี้จึงสอบถามผู้เขียนว่า เท่าที่เขาทราบมีภาพยนตร์ ไทยที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้ง ที่ 2 ไม่มากนัก ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?


ผู้เขียนตอบคำถามดังกล่าวได้ไม่ค่อยดีนักว่า คงเป็นเพราะ ประวัติศาสตร์ไทยช่วงดังกล่าวมีความกำกวมขัดแย้งไม่ชัดเจนนัก เช่นการที่รัฐบาลไทยในยุคนั้นประกาศตนเป็นฝ่ายอักษะ แต่พอช่วงหลังสงคราม ประเทศไทยก็สามารถเปลี่ยนมาอยู่ข้างสัมพันธมิตรได้อย่างทันท่วงที


นอกจากนั้น ผู้เขียนยังพูดจาออกนอกประเด็นไปอีกว่า ในกรณีสถานภาพของนายกรัฐมนตรีช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็มีความคลุมเครือเช่นกัน เพราะแม้ประวัติศาสตร์นิพนธ์สายหนึ่งจะมองจอมพล ป. เป็นผู้ร้าย แต่ประวัติศาสตร์นิพนธ์อีกสาย (โดยเฉพาะงานเขียนที่ถูกผลิตขึ้นในช่วงหลัง ๆ) ก็พยายามคืนความชอบธรรมให้แก่อดีตผู้นำคนนี้มากขึ้น เช่น การพิจารณาว่าเขาเป็นผู้นำที่เคารพในหลักการประชาธิปไตยแบบรัฐสภา เป็นต้น


อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้เขียนมาคิดทบทวนในภายหลัง กลับพบว่าแท้จริงแล้วก็มีภาพยนตร์ไทยร่วมสมัยหลายเรื่องที่มีฉากหลังเป็น เหตุการณ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพียงแต่หนังเหล่านั้นไม่ได้พูดถึงเรื่องสงครามเป็นประเด็นหลัก เช่น "สตางค์" ของบัณฑิต ฤทธิ์ถกล ผู้ล่วงลับ หรือ "โหมโรง" ของอิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์ นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเรื่องที่นำเสนอประเด็นสงครามโดยตรง เช่น "ยุวชนทหาร เปิดเทอมไปรบ" ของยุทธนา มุกดาสนิท "ไทยถีบ" ของพิสุทธิ์ แพร่แสงเอี่ยม รวมทั้งนิยาย/ละครโทรทัศน์/ภาพยนตร์สุดคลาสสิกอย่าง "คู่กรรม" บทประพันธ์ของทมยันตี ที่ จะว่าไปแล้วอารมณ์ทั้งรักทั้งเกลียดทหารญี่ปุ่นนาม "โกโบริ" ของสาวไทยชื่อ "อังศุมาลิน" ก็สะท้อนให้เห็นถึงท่าทีอันกำกวมของสังคมไทยในเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ดีอยู่มิใช่น้อย


ผู้เขียนยังได้พูดคุยเกี่ยวกับข่าวคราวการเพิ่งเสียชีวิตในวัยครบ 1 ศตวรรษของ "มีพ คีส์" สตรีชาวออสเตรียที่ไปใช้ชีวิตในเนเธอร์แลนด์ ผู้เคยให้ความช่วยเหลือและเก็บรักษาบันทึกประจำวันของ "แอนน์ แฟรงก์" เด็กหญิงเชื้อสายยิวในช่วงที่นาซียึดครองเนเธอร์แลนด์ ซึ่งต่อมาบันทึกของเด็กหญิงคนนี้ได้กลายเป็นหนังสือว่าด้วยประเด็นการฆ่า ล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก


นักการทูตท่านนี้ได้ยกย่องว่าคีส์ถือเป็นสตรีผู้มีความกล้า หาญอย่างมากในบริบทเช่นนั้น ทั้งนี้ ก่อนการฉายหนัง นาย "ชัคโค ฟาน เดน เฮาท์" ท่านเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทยก็ได้กล่าวอุทิศการฉายหนังที่ ข้องเกี่ยวกับประเด็นนาซีบุกยึดครองเนเธอร์แลนด์เรื่องนี้ให้แก่มีพ คีส์ ผู้เพิ่งวายชนม์เช่นกัน


ในการฉายหนังที่สวนกลางแจ้งหน้าบ้านพักของท่านเอกอัครราชทูต ผู้เขียนมีโอกาสได้นั่งข้างชายชาวดัทช์ ซึ่งมาทำงานเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรนานาชาติ ของมหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่ง


อาจารย์ท่านนั้นเริ่มต้นทักทายผู้เขียนโดยการเกริ่นถึงความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างเนเธอร์แลนด์-ไทย และ เมื่อหนังที่เรากำลังจะได้ชมมีความข้องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สงครามโลก ครั้งที่ 2 นักวิชาการชาวดัทช์ผู้นี้จึงให้ความรู้เพิ่มเติมแก่ผู้เขียนว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว ชาวเนเธอร์แลนด์จำนวนมากได้ถูกกองทัพญี่ปุ่นเกณฑ์มาสร้างทางรถไฟไปพม่า กระทั่งหลายคนต้องเสียชีวิตลงตรงสะพานข้ามแม่น้ำแคว จังหวัดกาญจนบุรี


เนื่องจากขณะนั้น เนเธอร์แลนด์เป็นเจ้าอาณานิคมของอินโดนีเซีย เมื่อญี่ปุ่นบุกยึดครองอินโดนีเซียได้สำเร็จ ชาวดัทช์ที่อินโดนีเซียจึงถูกจับและเกณฑ์ตัวมาเป็นแรงงานสร้างทางรถไฟดัง กล่าว


นี่เป็นความรู้ใหม่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ผู้เขียนมีความเข้าใจแต่เพียงว่าเชลยฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งต้องมาเสียชีวิตที่กาญจนบุรีนั้นเป็นเพียง "ฝรั่งตะวันตก" ผู้พร่าเลือนมาเนิ่นนาน


เมื่อคุยกันถึงชื่อประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งคำว่าเนเธอร์มีรากศัพท์มาจากคำว่า "เนเดอร์" ที่แปลว่า "ต่ำ" อันบ่งชี้ถึงการที่ประเทศแห่งนี้มีพื้นที่จำนวนมากเป็นแผ่นดินที่อยู่ต่ำ กว่าระดับน้ำทะเล จนต้องพยายามจัดการน้ำผ่านการสร้างเขื่อน ทางระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำจำนวนมหาศาล เพื่อป้องกันอุทกภัย กระทั่งเนเธอร์แลนด์ขึ้นชื่อลือชาอย่างมากในการมีองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม การจัดการน้ำนั้น


อาจารย์ท่านนี้ก็คุยให้ฟังว่า ขณะนี้เพื่อนของเขาซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำจากเนเธอร์แลนด์ ได้เดินทางมาบรรยายเรื่องดังกล่าวให้แก่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งของไทย อันเนื่องมาจากความวิตกกังวลกับวิกฤตในเรื่องระดับน้ำที่อาจจะสูงขึ้นจนท่วม บ้านเมืองหลายส่วนในอนาคต


นักวิชาการชาวดัทช์ตั้งข้อสังเกตอย่างน่าสนใจว่า บางทีความ หมายของคำว่า "น้ำ" ในสังคม "ตะวันตก" อย่างเนเธอร์แลนด์ และสังคม "ตะวันออก" อย่างไทย อาจผิดแผกแตกต่างกัน เพราะในขณะที่ "น้ำ" ของทาง "ตะวันออก" มีความหมายที่บ่งชี้ถึงความศักดิ์สิทธิ์หรือการชำระล้างให้บริสุทธิ์ แต่สำหรับ "ตะวันตก" แล้ว "น้ำ" คือศัตรูอันร้ายแรงน่าหวาดกลัวที่มนุษย์จำเป็นต้องต่อสู้ต่อกรด้วย


อย่างไรก็ตาม ในบางครั้ง วิธีการต่อสู้กับน้ำที่มุ่งเน้นไปยังการต้านทานหรือเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ ก็ต้องหันกลับมาสู่วิถีทางแห่งธรรมชาติเช่นกัน ดังในกรณีของแม่น้ำสายหนึ่งในเนเธอร์แลนด์ที่มีลักษณะคดเคี้ยวเป็นอย่างยิ่ง ทว่าเมื่อเกิดวิทยาการจัดการน้ำสมัยใหม่ ก็มีการขุดคลองเพิ่มเติม เพื่อให้แม่น้ำสายดังกล่าวเดินทางเป็นเส้นตรงไม่คดเคี้ยวเช่นแต่ก่อน ด้วยความมุ่งหวังว่าน้ำจะไหลได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น


แต่ในระยะยาวพื้นที่ปลายทางของแม่น้ำสายนั้นกลับประสบปัญหาอย่างหนัก เนื่องจากน้ำเดินทางมาเร็วและแรงเกินไป จนไม่สามารถจัดการกักเก็บและระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ สุดท้าย จึงต้องมีการขุดคลองครั้งใหม่ให้น้ำในแม่น้ำสายนี้เดินทางแบบคดเคี้ยวเช่น เดิมอีกครั้งหนึ่ง เพื่อชะลอความแรงและเร็วของน้ำตามวิถีทางธรรมชาติดั้งเดิมของมัน (แม้จะเป็นธรรมชาติที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ก็ตาม)


ก่อนหนังจะฉายไม่นานนัก อาจารย์ชาวเนเธอร์แลนด์เห็นสตรีท่านหนึ่งเดินทางมาร่วมงานฉายภาพยนตร์ครั้ง นี้ด้วย เขาถามผู้เขียนว่ารู้จักสตรีคนดังกล่าวหรือไม่ พร้อมกับเอ่ยนามของเธอออกมาเป็นภาษาไทยสำเนียงดัทช์ซึ่งผู้เขียนฟังไม่ออก เมื่อผู้เขียนส่ายหน้าเป็นคำตอบ เขาก็แสดงความเห็นว่าเป็นไปได้อย่างไร เพราะขนาดตนเองเป็นชาวต่างชาติก็ยังรู้จักสตรีคนนี้เลย เพราะบิดาของเธอเคยเป็นองคมนตรีที่ทำงานประพันธ์เพลงพระราชนิพนธ์ร่วมกับพระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อผู้เขียนหันไปมองสตรีท่านนั้นจึงได้รู้ว่าเธอคือ "หม่อมราชวงศ์มาลินี จักรพันธุ์" หรือ "คุณหญิงหมัด" นั่นเอง


นี่แสดงให้เห็นว่า ชาวเนเธอร์แลนด์คนนี้รู้จัก "สังคมไทย" ในบางแง่มุมได้ดีระดับหนึ่งเลยทีเดียว


แล้วก็เข้าสู่ช่วงเวลาของการฉายภาพยนตร์


ผู้เขียนรู้สึกว่าชะตาชีวิตของตัวละครสตรีใน Black Book มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะขณะที่ตัวละครนำของเรื่องเป็นผู้หญิงเชื้อสายยิวที่เป็นทั้งเหยื่อของ นาซีในช่วงสงคราม (ในทางกลับกัน เธอก็ตกหลุมรักกับทหารฝ่ายนาซีที่ไม่ใช่คนเลวร้าย แต่สุดท้ายเขากลับต้องตายจากนางเอกไป) และเป็นเหยื่อของกลุ่มต่อต้านนาซี (หรือแสร้งทำเป็นต่อต้านแต่แท้จริงแล้วมีผลประโยชน์บางด้านร่วมกันกับพวกนา ซี) ในช่วงหลังสงคราม ตัวละครผู้หญิงอีกคนหนึ่งกลับพบพานแต่ชีวิตที่ดี เพราะเมื่อครั้งนาซีเรืองอำนาจ เธอก็มีคนรักเป็นนายทหารเยอรมัน ครั้นพอนาซีแพ้ เธอก็ได้คนรักใหม่เป็นนายทหารแคนาดาจากฝ่ายสัมพันธมิตร


ชะตากรรมของตัวละครเหล่านี้อาจเป็นภาพตัวแทนของสามัญชนใน ประวัติศาสตร์ที่มิได้ดำรงตนหรือประสบพบเจอกับสิ่งที่เป็นขาว-ดำแน่นิ่งตาย ตัว หากชีวิตของพวกเขาและเธอล้วนแล้วแต่ลื่นไหลพลิกผันไปตามสถานการณ์อยู่ตลอด เวลา


หลังหนังฉายจบ ผู้เขียนเดินทางกลับบ้านพร้อมด้วยประสบการณ์ดี ๆ และไปรษณียบัตรจำนวนหนึ่งที่ทางสถานทูตเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์พิมพ์แจก ผู้มาร่วมงาน


ด้านหน้าของไปรษณียบัตรดังกล่าวเป็นรูปบ้านพักของท่านเอกอัครราชทูต เนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย บ้านพักหลังเก่าแก่ที่ท่านทูตกล่าวว่ามีสถานะเป็น "มรดกทางวัฒนธรรมของกรุงเทพมหานคร"


ด้านหลังไปรษณียบัตรมีข้อความสั้น ๆ แสดงถึงที่มาอันน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งของบ้านพักหลังนี้ กล่าวคือ พระ บาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานบ้านและที่ดินแห่งนี้ให้แก่ พระองค์เจ้าบวรเดชเมื่อปี พ.ศ.2473 ต่อมาพระองค์เจ้าบวรเดชได้ขายบ้านและที่ดินดังกล่าวให้แก่รัฐบาลเนเธอร์ แลนด์เมื่อปี พ.ศ.2492


ใช่แล้ว ผู้เขียนเพิ่งได้ไปดูหนังที่บ้านหลังเก่าของพระองค์เจ้าบวรเดช


อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ผู้ช่วยเหลือ-เก็บรักษาบันทึกความทรงจำของเด็กหญิงชาวยิว "แอนน์ แฟรงก์" เสียชีวิตแล้วในวัย 100 ปี

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

ใจ อึ๊งภากรณ์ : ทำไมชาวเฮติถึงยากจน ขณะที่ถูกซ้ำเติมด้วยแผ่นดินไหว? | ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์

www.prachatai.com/journal/2010/01/27329">ใจ อึ๊งภากรณ์ : ทำไมชาวเฮติถึงยากจน ขณะที่ถูกซ้ำเติมด้วยแผ่นดินไหว? | ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์
ใจ อึ๊งภากรณ์ : ทำไมชาวเฮติถึงยากจน ขณะที่ถูกซ้ำเติมด้วยแผ่นดินไหว?

Fri, 2010-01-15 02:49

ใจ อึ๊งภากรณ์





คำตอบสั้นๆ คือ “จักรวรรดินิยม” เพราะภายใต้อิทธิพลของจักรวรรดินิยม ชาวเฮติ ถูกนำมาเป็นทาส ถูกปล้น ถูกกดขี่โดยเผด็จการ และเกาะเขาถูกยึดครองโดยทหารสหรัฐสามครั้ง
เกาะที่เดิมชื่อ Hispaniola ในทะเลแคริเบียน ถูกแบ่งระหว่างสเปนกับฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1697 และภายใต้ระบบทาสในไร่อ้อยเกาะนี้สร้างความร่ำรวยมหาศาลให้กับชนชั้นปกครอง ยุคกษัตริย์ของฝรั่งเศส แต่ในปี 1791 ซึ่งตรงกับช่วงการปฏิวัติล้มเจ้าของฝรั่งเศสเอง ทาสทั้งหลายในเฮติได้ลุกฮือกบฏ และสร้างกองทัพเพื่อปลดแอกตนเอง ผู้นำสำคัญของกองทัพทาสคือ Toussaint L’Ouverture

ในที่สุด หลังจากการต่อสู้กับกองทัพจากอังกฤษและประเทศอื่นที่ต้องการฟื้นฟูระบบทาส ชาวเฮติก็ได้รับชัยชนะ มีการยกเลิกทาสและประกาศให้เป็นประเทศอิสระภายใต้การปกครองของอดีตทาส อย่างไรก็ตามในปี 1825 รัฐบาลฝรั่งเศสบังคับให้เฮติจ่าย “ค่าชดเชยสำหรับสมบัติของฝรั่งเศสที่เสียไป” ถึง 150 ล้านฟรังซ์ ซึ่งมีผลสำคัญที่ทำให้เฮติติดกับดักหนี้สินมาจนถึงทุกวันนี้

ในปี 1915 สหรัฐอเมริกาส่งทหารมายึดครองเฮติ และเวลาต่อมาสหรัฐยังได้ส่งทหารบุกเกาะนี้อีกสองครั้ง ในปี 1957 (ปีที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหารในไทย) สหรัฐให้การสนับสนุนเผด็จการโหดร้ายของ Papa Doc Duvalier เพราะสหรัฐมองว่า เป็นแนวร่วมสำคัญในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ Papa Doc ชอบให้ประชาชนเรียกเขาว่า “พ่อ” และกดขี่ควบคุมประชาชนด้วยกองกำลังอันธพาลชื่อ Tonton Macoute

หลังจากที่ Papa Doc ตายในปี 1971 ลูกชายที่ทุกคนเรียกว่า “Baby Doc” ก็สืบทอดอำนาจพร้อมกับได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐต่อไป พวกอภิสิทธิ์ชนของเฮติในปัจจุบัน ประกอบไปด้วยตระกูลที่ได้ดิบได้ดีในยุคนี้ บวกกับพวกนายทหารชั้นสูงและพ่อค้า พวกนี้กอบโกยความร่ำรวยในขณะที่ประชาชนยากจน ทุกวันนี้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ในระดับต่ำกว่า 60 บาทต่อวัน แต่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีงานทำและรายได้ต่ำกว่านี้

ในปี 1986 มีการลุกฮือของมวลชนที่สามารถโค่นล้มเผด็จการ Baby Doc นี่คือจุดเริ่มต้นของขบวนการ “Lavalas” ซึ่งชื่อ Lavalas หมายถึง “น้ำป่าท่วม” หรือ “มวลประชาชน” และเป็นขบวนการของคนยากคนจนที่ต้องเผชิญหน้ากับอภิสิทธิ์ชนหรืออำมาตย์

ผู้นำขบวนการนี้เป็นพระศาสนาคริสต์ชื่อ Jean-Bertrad Aristad และในปี 1990 Aristide ชนะการเลือกตั้งและขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีด้วยเสียงจากประชาชน 67% คนยากคนจนแฮ่กันไปเลือกเขา เพราะเขาเสนอนโยบายปฏิรูปสังคมที่จะกระจายรายได้และสร้างความเป็นธรรม และแน่นอนพวกอำมาตย์เกลียดชังและโกรธแค้นในชัยชนะของ Aristad และทำทุกอย่างเพื่อขัดขวางการทำงานของรัฐบาล

ในที่สุดเพียงหนึ่งปีหลังจากการเลือกตั้ง Aristide ถูกรัฐประหารทหารโค่นล้มไป พวกอำมาตย์ที่ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้รับการสนับสนุนแบบลับๆ จากสหรัฐอเมริกา

ในปี 1994 กองทัพได้บุกเข้าไปสังหารคนจนในสลัม และในที่สุดปัญหาความไม่สงบนี้กลายเป็นข้ออ้างของรัฐบาลสหรัฐภายใต้ ประธานาธิบดีบิล คลินดัน ที่จะส่งทหารบุกเฮติเป็นครั้งที่สอง ในช่วงนี้อดีตประธานาธิบดี Aristide ที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ ถูกสหรัฐกดดันให้ยอมรับข้อตกลงพิษ สหรัฐสัญญาว่า จะให้กลับมาดำรงตำแหน่งได้ แต่เงื่อนไขคือจะต้องใช้นโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมตามคำสั่งของธนาคารโลกและไอ เอ็มเอฟ นโยบายดังกล่าวระบุว่า ต้องตัดงบประมาณรัฐที่ลดราคาสินค้าจำเป็นให้คนจน ต้องตัดสวัสดิการทุกอย่างและขายรัฐวิสาหกิจให้เอกชน ประชาชนที่ยากจนอยู่แล้วจึงยิ่งยากลำบากมากขึ้น อดีตประธานาธิบดีคลินดันที่บังคับใช้นโยบายนี้ และเป็นผู้ส่งทหารเข้าไปยึดครองเฮติ เป็นผู้ที่ได้รับการเสนอให้ทำหน้าที่ประสานการแก้ปัญหาจากแผ่นดินไหวครั้ง นี้

สหรัฐอนุญาตให้ Aristide ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแค่หนึ่งปี และห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งหลังจากนั้น ต้องรออีกห้าปี พร้อมกันนั้นนโยบายเสรีนิยมที่ถูกนำมาใช้ได้ทำลายขบวนการ Lavalas จนเสื่อมไปจากเดิม คนจนส่วนใหญ่เริ่มหมดกำลังใจ อย่างไรก็ตามในปี 2000 Aristide ลงสมัครและชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง

หลังชัยชนะครั้งที่สองของ Aristide พวกอภิสิทธิ์ชนหรืออำมาตย์ก็เปิดศึกจับอาวุธเพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการ เลือกตั้ง ฝ่ายอำมาตย์ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐและฝรั่งเศส และที่น่าสลดใจคือ ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “ประชาสังคม” และองค์กรเอ็นจีโอสากลอีกด้วย

กลุ่มที่อ้างว่าเป็น “ประชาสังคม” แท้ที่จริงเป็นกลุ่มของนักธุรกิจและนายทุนที่คัดค้านการกระจายรายได้และการ ปฏิรูปสังคม ส่วนเอ็นจีโอสากลมีบทบาทในการให้บริการกับประชาชนแทนรัฐบาลที่ไม่มีเงิน เงินทุนของเอ็นจีโอเหล่านี้ได้มาจากรัฐบาลสหรัฐและคานาดา และวิถีชีวิตของนักเอ็นจีโอไม่ต่างจากวิถีชีวิตของคนชั้นสูง ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยากจน ในที่สุดมีการทำรัฐประหารครั้งที่สองเพื่อล้ม Aristide ในปี 2004 (สองปีก่อนรัฐประหาร 19 กันยาในไทย) และพวกประชาสังคมและเอ็นจีโอก็สนับสนุนรัฐประหาร (ไม่ต่างจากไทย) อย่างไรก็ตามมีนักเอ็นจีโอรากหญ้าในองค์กรเล็กๆ บางแห่งที่ใกล้ชิดประชาชนซึ่งเข้าข้าง Lavalas และประชาธิปไตย

Aristide ถูกพาออกนอกประเทศอีกครั้งโดยเครื่องบินของสหรัฐ และรัฐบาลสหรัฐภายใต้จอร์จ ดับเบิลยู บุช ก็สั่งให้ทหารยึดครองเฮติเป็นครั้งที่ 3 หลังจากนั้นสหรัฐโอนอำนาจทางทหารให้สหประชาชาติ และกองกำลังสหประชาชาติก็ถูกใช้ในการปราบปราบขบวนการ Lavalas

เราไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมประชาชนบนเกาะเฮติถึงยากลำบากแบบนี้ และเรื่องราวของเฮติมีบทเรียนหลายอย่างเกี่ยวกับ จักรวรรดินิยม นโยบายเสรีนิยม บทบาทสหประชาชาติ และท่าทีของเอ็นจีโอกระแสหลักต่อประชาธิปไตย

โชคดีจังเลยที่ประเทศไทยไม่ได้เหมือนเฮติ เพราะเรามีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งปกป้องโดยทหาร พันธมิตรและพรรคประชาธิปัตย์!!




....................................
แหล่งข้อมูลและอ่านเพิ่ม : Peter Hallward (2007) Damming the Flood. Haiti, Aristide, and the Politics of Containment. Verso, London, New York.
http://www.prachatai.com/journal/2010/01/27329

อุดช่องโหว่กฎหมายอุตสาหกรรมทำเกลือ เพื่อทำร้ายคนโคราช ?

นักข่าวพลเมือง: อุดช่องโหว่กฎหมายอุตสาหกรรมทำเกลือ เพื่อทำร้ายคนโคราช ? | ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์

นักข่าวพลเมือง: อุดช่องโหว่กฎหมายอุตสาหกรรมทำเกลือ เพื่อทำร้ายคนโคราช ?

เรื่องราวของ อาจารย์ถาวร เพชรขุนทด วัย 60 ปี ภูมิลำเนา หมู่ 2 บ้านโพนไพล ตำบลพังเทียม อำเภอพระทองคำ จังหวัดนครราชสีมา ข้าราชการครูผู้ต่อสู้กับเรื่องราวของนาเกลือมาตลอดกว่า 20 ปี
อาจารย์เล่าให้ฟัง ว่า “เดิมการทำนาเกลือในพื้นที่ตำบลพังเทียมนั้นเริ่มมีมาตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2532 แต่ขณะนั้นยังไม่มีกฎหมายออกมาควบคุมการทำนาเกลือแต่อย่างใด จนกระทั่งเมื่อ ปี พ.ศ. 2534 ได้มีประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมออกมาว่ามีพื้นที่ใดบ้างที่สามารถจะทำนาเกลือ ได้ และตำบลพังเทียมก็เข้าหลักเกณฑ์เช่นกัน”
นายถาวร เพชรขุนทด อายุ (60 ปี)
เหตุผลในการกำหนด ให้พื้นที่บ้านโพนไพลเป็นพื้นที่ในประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดท้องที่ที่อนุญาตให้ตั้งโรงงานทำเกลือสินเธาว์และสูบน้ำเกลือขึ้นมาจาก ใต้ดิน ลงวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2534 เนื่องจากว่า
1. ตำบลพังเทียมเป็นพื้นที่ที่มีการทำเกลือสินเธาว์อยู่ก่อนแล้ว
2. ตำบลพังเทียมตั้งอยู่ในแหล่งดินเค็มซึ่งไม่เหมาะแก่การทำการเกษตร เนื่องจากมีพื้นที่ดินเค็มทั้งอำเภอ คิดเป็นร้อยละ 100 ของพื้นที่
3. ตำบลพังเทียมมีความเหมาะสมในด้านแหล่งน้ำใต้ดินและผิวดินซึ่งเหมาะแก่การทำเกลือมากกว่าการทำเกษตร
4. ตำบล พังเทียมไม่เป็นพื้นที่ป่าไม้ตามข้อมูลของทางราชการ พื้นที่ดังกล่าวไม่เป็นพื้นที่ป่าเพื่อการอนุรักษ์ และไม่เป็นพื้นที่ป่าเพื่อเศรษฐกิจ รวมทั้งไม่เป็นเขตพื้นที่ป่าที่เหมาะสมต่อการเกษตร ตลอดจนพื้นที่บริเวณนี้ได้ตั้งอยู่นอกเขตควบคุมของกรมป่าไม้
ในพื้นที่บริเวณ นี้ 4 อำเภอ คือ โนนไทย โนนสูง ด่านขุนทด และพระทองคำนั้น ได้เกิดเหตุการณ์ “หลุมยุบ” มาแล้วหลายครั้ง ชาวบ้านกังวลว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นอีกและรุนแรงมากขึ้นด้วย เริ่มตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2530 ชาวบ้านก็ได้รับผลกระทบจากฝุ่นควันอันเนื่องมาจากแกลบซึ่งใช้เป็นเชื้อเพลิง ในโรงงานต้มเกลือ ปี พ.ศ. 2538 ชาวบ้านในพื้นที่บ้านวัง อำเภอโนนไทยต้องหวาดผวากับหลุมยุบขนาดใหญ่กว่า 1 กิโลเมตร และเมื่อ 3-4 ปีก่อนชาวบ้านในพื้นที่ตำบลสำโรง อำเภอโนนไทย ก็ได้รับผลกระทบจากหลุมยุบมาแล้ว 4 หลุมเช่นกัน และอีกหนึ่งหลุมเร็วๆนี้ เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา ชาวบ้านก็ต้องตกใจอีกครั้งกับหลุมยุบขนาดใหญ่กว่า 180 ตารางเมตร ที่อยู่กลางไร่มันสำปะหลังของนางทองสุข ชอบรัก ชาวบ้าน บ้านหนองราน ตำบลสำโรง อำเภอโนนไทย
จากเหตุความเดือด ร้อนที่ชาวบ้านในบริเวณนี้ได้รับมากว่า 20 ปี อาจารย์ถาวร เพชรขุนทด และชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการทำนาเกลือรวม 22 คน ได้รวมตัวกันและนำเรื่องความเดือดร้อนนี้ไปปรึกษาสภาทนายความ เพื่อจะเรียกร้องความเป็นธรรมจากศาล จึงทำให้เกิดการยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองนครราชสีมาเมื่อปี 2548 และศาลประทับฟ้องรับคดีไว้พิจารณาเมื่อปี 2550 โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ดังนี้
1. ยกเลิกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับลงวันที่ 9 ตุลาคม 2534 ข้อ 2.3 เรื่อง อนุญาตให้พื้นที่บ้านโนนไพล ตำบลพังเทียม อำเภอพระทองคำ จังหวัดนครราชสีมา เป็นพื้นที่ที่อนุญาตให้ทำเกลือสินเธาว์ และโรงงานสูบน้ำเกลือขึ้นมาจากใต้ดิน
2. เพิกถอนประทานบัตรเหมืองแร่และใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน
2.1 โรงงานศรีเอเชียเคมีคอล บจก. ทะเบียนโรงงาน 3-103(1)-2136 นม
2.2 โรงงานของนายสมาน สมันเลาะห์ ทะเบียนโรงงาน จ3-103(1)-6138 นม
2.3 โรงงานของนายแอ คล้ายคำดี ทะเบียนโรงงาน จ3-103(1)-1/40 นม
2.4 โรงงานของนายแอ คล้ายคำดี ทะเบียนโรงงาน จ3-103(1)-2/40 นม
2.5 โรงงานของนายไพโรจน์ ยิ้นสุขไพทูรฑ์ ทะเบียนโรงงาน 3-103(1)-1/36 นม
2.6 โรงงานศรีเอเชียเคมีคอล บจก. ทะเบียนโรงงาน 3-103(1)-103/5/36 นม
2.7 โรงงานของนายสำราญ คำเปรม ทะเบียนโรงงาน 3-103(1)-1/40 นม
2.8 โรงงานของนายอาดำ รอฮีม ทะเบียนโรงงาน 3-103(1)-2/40 นม
2.9 โรงงานของบริษัท สยามทรัพย์มณี จำกัด ทะเบียนโรงงาน 3-103(1)-1/42 นม
2.10 โรงงานของนายไกรสร โชติชาครพันธุ์ ทะเบียนโรงงาน 3-103(1)-1/39 นม
3. ผู้ถูกผ้องคดีทั้งเจ็ด คือ 1).กระทรวงอุตสาหกรรม 2).กรมโรงงานอุตสาหกรรม 3).กรมควบคุมมลพิษ 4).กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ 5).ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา 6).อุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา และ 7).องค์การบริหารส่วนตำบลพังเทียม ร่วมกันหรือแทนกันดำเนินคดีทางแพ่งและอาญาตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ
3.1 บริษัท เกลือโคราช จำกัด
3.2 นางยุภาภรณ์ วุฒิวณิชย์พิมล
3.3 นายชัยวัฒน์ ปักเข็ม
3.4 นายฮานาฟี นริทร
3.5 นายโพด จักรแก้ว
3.6 นายอดุลย์ หาญสงคราม
3.7 โรงงานของนายไพโรจน์ ยิ้มสุขไพโรจน์ ทะเบียนโรงงาน 3-103(1)-1/36 นม
3.8 โรงงานศรีเอเชียเคมีคอล บจก. ทะเบียนโรงงาน 3-103(1)-103/5/36 นม
3.9 โรงงานของนายสำราญ คำเปรม ทะเบียนโรงงาน 3-103(1)-1/40 นม
3.10 โรงงานของนายอาดำ รอฮีม ทะเบียนโรงงาน 3-103(1)-2/40 นม
3.11 โรงงานของบริษัท สยามทรัพย์มณีจำกัด ทะเบียนโรงงาน 3-103(4)-1/42 นม
3.12 โรงงานของนายไกรสร โชติชาครพันธุ์ ทะเบียนโรงงาน 3-103(1)-1/39 นม
4. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 (กรมควบคุมมลพิษและองค์การบริหารส่วนตำบลพังเทียม) ดำเนินการฟื้นฟูบริเวณลำห้วยโนนเผาผี สระเก็บน้ำโนนเผาผี พื้นที่หมู่ 6 และบริเวณลำห้วยด่าน พื้นที่หมู่ 19 ตำบลพังเทียม อำเภอพระทองทอง จังหวัดนครราชสีมา ให้มีสภาพความอุดมสมาบูรณ์ตามธรรมชาติดั้งเดิม ก่อนจะมีประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรม ฯ ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบสองคนสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติดังเดิม ได้ตามปกติ ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อพืชพันธุ์และผลิตของผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบสองคน
ในขั้นตอนการพิจารณาของศาลนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กรมอุตสาหกรรม) ให้การรับฟังได้ว่า
ประกาศกระทรวง อุตสาหกรรมนั้นได้มีมติเห็นชอบให้กำหนดพื้นที่ทำเกลือสินเธาว์ และให้สำนัก งานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติให้ความเห็นประกอบการอนุญาตด้วย เพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อมและควบคุมผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในขอบเขต จำกัดตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ นร 0202/11409 ลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2534 จากนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมได้นำมตินั้นไปออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดท้องที่ที่อนุญาตให้ตั้งโรงงานทำเกลือสินเธาว์และสูบน้ำเกลือขึ้นมาจาก ใต้ดิน ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2534 โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 33(1) แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 โดยประกาศดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว และมีผลบังคับใช้มาจนถึงปัจจุบันตามาตรา 68 แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 <1>
พรบ.โรงงาน พ.ศ. 2535 เทียบเคียง พรบ.โรงงาน พ.ศ. 2512 มาตรา 33(1)
มาตรา 32 เพื่อ ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ความมั่นคง ความปลอดภัยของประเทศหรือของสาธารณชน ให้รัฐมนตรีโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาใน เรื่องดังต่อไปนี้
(1) กำหนดจำนวนและขนาดของโรงงานแต่ละประเภทหรือชนิดที่จะให้ตั้งหรือขยาย หรือที่จะไม่ให้ตั้งหรือขยายในท้องที่ใดท้องที่หนึ่ง
(2) กำหนดชนิด คุณภาพ อัตราส่วนของวัตถุดิบ แหล่งกำเนิดของวัตถุดิบและหรือปัจจัยหรือชนิดของพลังงานที่จะนำมาใช้หรือผลิตในโรงงาน
(3) กำหนดชนิดหรือคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในโรงงานที่จะให้ตั้งหรือขยาย
(4) กำหนดให้นำผลผลิตของโรงงานที่จะให้ตั้งหรือขยายไปใช้ในอุตสาหกรรมบางประเภท หรือให้ส่งผลผลิตออกนอกราชอาณาจักรทั้งหมดหรือบางส่วน
พรบ.โรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 68 “บรรดากฎกระทรวงและประกาศที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานให้คงใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้”
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กรมโรงงานอุตสาหกรรม) ให้การรับฟังได้ว่า
สำหรับมติคณะ รัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2534 นั้น เป็นกรณีที่กระทรวงอุตสาหกรรมขอความเห็นชอบในหลักการเกี่ยวกับการกำหนด พื้นที่ และกำหนดมาตราการควบคุมกิจการทำเกลือจากน้ำเกลือใต้ดิน ซึ่งคณะรัฐมตรีได้ประชุมปรึกษากันเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2534 ลงมติเห็นชอบเกี่ยวกับหลักการในการกำหนดพื้นที่และกำหนดมาตรการควบคุมในการ ทำเกลือจากน้ำเกลือใต้ดิน ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ และที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการพลังงานเสนอเพิ่มเติม มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวก็เป็นเพียงหลักการที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้นำมา ประกอบการพิจารณาจัดทำประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดท้องที่ที่อนุญาตให้ตั้งโรงงานทำเกลือสินเธาว์และโรงงานสูบหรือนำน้ำ เกลือขึ้นมาจากใต้ดิน โดยได้นำร่างกฏหมายฉบับนี้เข้าสู่การขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง หนึ่ง ซึ่งได้นำเฉพาะหลักการที่สำคัญเท่านั้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2534 มายกร่างประกาศเสนอคณะรัฐมนตรีและมีบางส่วนไม่ได้นำมากำหนดในประกาศดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ที่จะกำหนดไว้ในประกาศ เมื่อคณะรัฐมนตรีได้พิจารณา ให้ความเห็นชอบตามร่างประกาศนี้แล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้นำมาออกประกาศ ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2534 ซึ่งเป็นประกาศที่มีศักดิ์ตามกฎหมายออกตามความในมาตรา 33(1) แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับดัง กล่าวจึงเป็นการออกประกาศโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยผ่านการให้ความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี จึงเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการพิจารณาอนุญาตตั้งโรงงานทำเกลือสินเธาว์ที่ทุก ฝ่ายตั้งถือปฏิบัติ
ซึ่งหลักการที่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 22 คนอ้างถึงนั้น คือ การให้สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติให้ความเห็นประกอบการอนุญาต ก็มิได้นำมากำหนดไว้ในประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับดังกล่าวด้วย
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ถึงที่ 7 (กรมควบคุมมลพิษ , กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ , ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา , อุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา และ องค์การบริหารส่วนตำบลพังเทียม ) ให้การรับฟังโดยชี้แจ้งถึงขั้นตอนการอนุญาตโรงงาน
เริ่มจากการยื่นคำ ขอต่อเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัดตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่กำหนดไว้ จากนั้นเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบสถานที่ประกอบการ โดยพิจารณาให้ความชัดเจนว่าโรงงานที่ยื่นคำขอดั่งกล่าวได้ปฏิบัติตามหลัก เกณฑ์และเงื่อนไขที่ทางราชการกำหนดไว้ตามระเบียบข้อบังคับและคำสั่งต่างๆที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ เป็นเกณฑ์การพิจารณาอนุญาตหรือไม่อนุญาต แล้วแจ้งผลการพิจารณาอนุญาต หรือไม่อนุญาตให้ผู้ขอทราบ
และเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2545 ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาได้ออกคำลั่งจังหวัดนครราชสีมาที่ 3681/2545 ตั้งคณะทำงานตรวจสอบสถานที่ประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมทำเกลือสินเธาว์ ณ ตำบลพังเทียม อำเภอพระทองคำ จังหวัดนครราชสีมา คณะทำงานได้ทำการตรวจสอบแนวเขตพื้นที่บ้านโพนไพล หมู่ที่ 2 แล้ว การกำหนดแนวเขตหมู่บ้านโพนไพลหมู่ที่ 2 ดังกล่าวไม่ตรงตามแนวเขตประกาศจังหวัดนครราชสีมาที่ประกาศไว้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2532 มีโรงงานบางโรงอยู่นอกเขตพื้นที่กำหนด จึงได้แจ้งกับอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมาว่าให้โรงงานที่ได้รับอนุญาตไป แล้วแต่ไม่ถูกต้อง(เพราะตั้งอยู่นอกเขตดังกล่าว) ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อตน เพื่อรายงานให้ส่วนการที่เกี่ยวข้องพิจารณาสั่งการต่อไป
ผู้ประกอบการซึ่ง ถูกพิจารณาว่าอยู่นอกเขตพื้นที่ดังกล่าว คือ 1. คำขออนุญาตตั้งโรงงานของนายอดุลย์ หาญสงคราม 2. โรงงานเลขที่ จ 3-103(1)-1/39 นม ของนายไกรสร โชติชาครพันธุ์ ได้ยื่นอุทธรณ์ว่าพวกตนได้ประกอบกิจการโรงงานอยู่ในเขตพื้นที่ที่ได้รับ อนุญาตโดยชอบ มิได้มีเจตนาทำผิดกฎหมายแต่อย่างใด ขอให้ผ่อนผันการประกอบกิจการได้ต่อไป
สำนักงาน อุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมาได้ดำเนินการแก้ปัญหาเรื่องโรงงานทำเกลือ สินเธาว์ ที่ตั้งอยู่นอกเขตประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับลงวันทื่ 9 ตุลาคม 2534 เรีบยร้อยแล้วด้วยการไม่ต่ออายุใบอนุญาต และส่งเรื่องไม่อนุญาตคำขอในรายที่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ตรวจสอบแล้วพบว่าอยู่นอกเขตประกาศ
และยังมีข้อเท็จ จริงที่ว่าโรงงานไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาตำบลและไม่ต้องขอความเห็นชอบ จากจังหวัดแต่อย่างใด เนื่องจากไม่จัดอยู่ในประเภทโรงงานที่การประกอบกิจการก่อมลพิษส่งผลกระทบต่อ สภาพแวดล้อมอย่างรุ่นแรง รวมถึงไม่จัดอยู่ในประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจการที่ต้องจัดทำรายงาน วิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) ตามประกาศของกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม
คำให้การผู้ฟ้องทั้ง 22 คน
เห็นว่าพิจารณาที่ จะอนุญาตให้ทำเกลือสินเธาว์ และเขตที่จะอนุญาตให้ทำการสูบน้ำเกลือใต้ดินของคณะทำงานตามคำสั่งที่ 4/2533 ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มิได้เป็นไปตามเจตนารมณ์หรือวัตถุประสงค์ของมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2534 กล่าวคือ การกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาเงื่อนไขการขออนุญาตตั้งโรงงานทำเกลือสินเธาว์ และโรงงานสูบน้ำเกลือขึ้นมาจากใต้ดิน ฉบับปรับปรุงแก้ไข ครั้งที่ 1 ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม และการอนุญาตกำกับดูแลการประกอบกิจการโรงงาน ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่นั้น มิได้มีความเห็นชอบของสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกอบ ก่อนที่จะกำหนดหลักเกณฑ์พิจารณาเงื่อนไขการอนุญาตและการออกใบอนุญาตซึ่งโรง งานทำเกลือสินเธาว์หรือสูบน้ำเกลือใต้ดินนั้น ทั้งยังต้องผ่านการพิจารณาของ องค์การบริหารส่วนตำบล โดยให้ความเห็นชอบในการพิจารณานุญาตประกอบกิจการโรงงานที่ก่อมลพิษซึ่งมีผล กระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย
เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2545 นายถาวร เพชรขุนทด ตัวแทนชาวบ้าน และผู้ปกครองท้องที่ได้ร้องคัดค้านการอนุญาตทำนาเกลือ และร้องให้หน่วยงานราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบการทำนาเกลือถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม และตรวจสอบการกระทำของโรงงานทำเกลือ ซึ่งผลการตรวจสอบได้กล่าวมาแล้วข้างต้นตามคำให้การของผู้ว่าราชการจังหวัด นครราชสีมา
ทั้งนี้ ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ให้ถ้อยคำรับฟังได้ว่า ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดท้องที่ที่อนุญาตให้ตั้งโรงงานทำเกลือสินเธาว์และโรงงานสูบหรือนำน้ำ เกลือขึ้นมาจากใต้ดิน ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2534 ก่อนการประกาศใช้ไม่ได้ส่งไปให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่ระบุไว้ในประกาศดังกล่าว
ศาลมีคำพิพากษา เห็นว่า ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดท้องที่ที่อนุญาตให้ตั้งโรงงานทำเกลือสินเธาว์และโรงงานสูบหรือนำน้ำ เกลือขึ้นมาจากใต้ดิน ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2534 เป็นการออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อกำหนด ท้องที่ที่จะอนุญาตให้ตั้งโรงงานทำเกลือสินเธาว์ และโรงงานสูบน้ำเกลือหรือน้ำนำเกลือขึ้นมาจากใต้ดิน มิใช่เป็นการออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อกำหนดจำนวนโรงงานแต่ละประเภท หรือชนิดตามที่ได้กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2512) และบัญชีแนบท้ายกฎกระทรวงดังกล่าว ที่จะอนุญาตให้ตั้งหรือขยาย หรือที่จะไม่อนุญาตให้ตั้งหรือขยายในท้องที่ใดท้องที่หนึ่ง จึงไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติในมาตรา 33(1) แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 และเป็นประกาศที่ออกโดยไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากไม่ได้นำ ประกาศดังกล่าวไปให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ก่อนที่จะประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2534 อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่มาตรา 33(1) แห่งพระราชบัญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 ได้กำหนดไว้ จึงทำให้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดท้องที่ที่อนุญาตให้ตั้งโรงงานทำเกลือสินเธาว์และโรงงานสูบหนือนำน้ำ เกลือขึ้นมาจากใต้ดิน ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2534 ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีลักษณะที่ผิดพลาดอย่างชัดแจ้งและร้ายแรง ซึ่งในทางกฎหมายถือเสมือนว่าไม่มีการออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดท้องที่ที่อนุญาตให้ตั้งโรงงานทำเกลือสินเธาว์และโรงงานสูบหรือนำน้ำ เกลือขึ้นมาจากใต้ดิน ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2534 ศาลจึงไม่จำเป็นต้องมีคำพิพากษาเพิกถอนประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับดังกล่าว เพราะประกาศฉบับดังกล่าวย่อมไม่มีผลบังคับตามกฎหมายอยู่ในตัว ทั้งนี้ โดยเทียบคียงตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีหมายเลขแดงที่ อ.47/2546
ฉะนั้นการออกใบ อนุญาตให้ประกอบกิจการโรงงานของโรงงานดังกล่าวตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้ง 22 คนในข้อ 2. จึงเป็นการออกใบอนุญาตไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะเพิกถอนได้ ศาลพิพากษาเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานของทั้ง 10 โรงงานตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้ง 22 คนในข้อ 2. ตั้งแต่วันที่อนุญาต
โรงงาน 10 โรงตามคำฟ้องข้อที่ 2. ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการให้ประทานบัตรเหมืองแร่ เพียงแต่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานเท่านั้น ศาลจึงไม่อาจมีคำพิพากษาตามคำขอในส่วนนี้ได้
คำฟ้องข้อที่ 3. ศาลเห็นว่าเป็นการกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีทั้ง 22 คนอย่างลอยๆ โดยไม่มีเอกสารหลักฐานหรือพยานหลักฐานอื่นใดที่จะพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าโรง งานทำเกลือในพื้นที่บ้านโพนไพล หมู่ที่ 2 ตำบลพังเทียม อำเภอพระทองคำ จังหวัดนครราชสีมา มิได้ปฏิบัติตามข้อบังคับท้ายใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน และพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512
คำขอที่ 4 เป็นดุลยพินิจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 7 ที่จะพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ ศาลมิใช่ผู้บังคับบัญชาผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 7 ที่จะพิพากษาสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 7 ร่วมกันหรือแทนกันดำเนินคดีทางแพ่งและอาญาตามที่ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบสองคน มีคำขอได้ <2>
อาจารย์ถาวร ผู้ต่อสู้และเฝ้ารอคำพิพากษาจากศาลมานานกว่า 4 ปี เห็นว่า “คำพิพากษาของศาลปกครองนครราชสีมา ในเรื่องประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฯ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมานั้น เป็นคำพิพากษาที่มีผลดีกับอีกหลายพื้นที่อย่างมาก เพราะล้วนแล้วแต่ใช้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฯ ฉบับนี้กันทั้งสิ้น
แต่ก็ยังมีเหตุว่า ทำไมมีคำพิพากษาออกมา แต่ในพื้นที่หมู่ 2 บ้านโพนไพล ตำบลพังเทียม อำเภอพระทองคำ ก็ยังคงมีโรงงานเปิดดำเนินกิจการอยู่”
และอุตสาหกรรม จังหวัดนครราชสีมา ได้ตอบข้อสงสัยให้กับอาจารย์ถาวรว่า “คดียังไม่สิ้นสุด เนื่องด้วยว่าคำพิพากษานี้เป็นคำพิพากษาของศาลปกครองขั้นต้นเท่านั้น ผู้ถูกฟ้องยังมีสิทธิอุทธณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้อีก”
แม้ว่าปัญหาเรื่องคดีจบไป แต่ชาวบ้านก็ยังมีข้อสงสัยอีกว่า ทำไมระหว่างการต่อใบอนุญาตโรงงาน ผู้ประกอบการยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ ?
นายทรงวุฒิ ขันสันเทียะ รองนายกฯอบต.สำโรง มีข้อข้องใจอย่างมากว่า “เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2552 อุตสาหกรรมฯได้มาทำประชาคมกับสมาชิกอบต.และผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งมติก็ออกมาว่า ไม่เห็นชอบในการต่อใบอนุญาต แต่ถึงปัจจุบันก็ยังหาข้อยุติไม่ได้ ผมจึงข้องใจว่า ทางราชการมีกำหนดเวลาหลักเกณฑ์อย่างไร กี่วัน เพราะที่ผ่านมามีการยื่นคำขอไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544-45 และยังไม่ได้รับการอนุญาต แต่สามารถเปิดโรงงานดำเนินกิจการได้อย่างปกติจนถึงปัจจุบัน”
อุตสาหกรรมก็ชี้แจงเพิ่มเติมว่า “ใบคำขอนั้นยังมีผลบังคับใช้อยู่จนกว่ามีคำสั่งถึงที่สุด เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” <3>
เพื่อประโยชน์ทาง เศรษฐกิจ แล้วชาวบ้านที่อาศัยทำมาหากินอยู่ตรงนั้น ท่านไม่เห็นใจพวกเขาหรืออย่างไร หรือว่าพวกเขาคนส่วนน้อยจะต้องเสียสละให้คนส่วนมากอีกแล้ว !
เชิงอรรถ
<1> สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา http://www.krisdika.go.th
<2> คำพิพากษาศาลปกครองนครราชสีมา คดีหมายเลขดำที่ 242/25648
คดีหมายเลขแดงที่ 431/2552
<3> “เวทีประชาคมการแก้ไขปัญหา ‘ภัยพิบัติดินถล่ม’ จากการทำนาเกลือ” ที่โรงเรียนโนนไทยคุรุอุปถัมภ์ 2 ต.สำโรง อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2553

http://www.prachatai.com/journal/2010/01/27359

รายงาน: เส้นทางวิบากวิทยุชุมชนในอเมริกา ถึง ปัญหาแบบไทยๆ | ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์

รายงาน: เส้นทางวิบากวิทยุชุมชนในอเมริกา ถึง ปัญหาแบบไทยๆ | ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์

รายงาน: เส้นทางวิบากวิทยุชุมชนในอเมริกา ถึง ปัญหาแบบไทยๆ

จากเส้นทางที่ลุ่มๆ ดอนๆ มากว่า 12 ปี ของ “วิทยุชุมชนไทย” หากนับจากการมีรัฐธรรมนูญปี 40 และต่อมาต้องตกอยู่ในฐานะ “วิทยุเถื่อน” วันนี้เหมือนแสงสว่างปลายอุโมค์เริ่มมีให้เห็นชัดเจนขึ้น เพราะการจัดทำร่างกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง และก่อนหน้านี้ก็ได้มีเริ่มต้นในการออกใบอนุญาตชั่วคราวสำหรับวิทยุชุมชน ตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 อย่างไรก็ตาม ในแง่หนึ่งแม้กฎหมายเหล่านี้มีขึ้นเพื่อรับรองการมีอยู่ของวิทยุชุมชน แต่หลักเกณฑ์ต่างๆ ที่จะตามมาก็เป็นอีกความก้าวหน้าที่คนทำวิทยุชุมชนต้องเตรียมพร้อมรับมือ อย่างเท่าทันด้วยเช่นกัน
เมื่อวันที่ 16 ม.ค.2553 เว็บไซต์ประชาไทร่วมกับคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ จัดเวทีสาธารณะ “วิทยุชุมชน: ประสบการณ์วิทยุชุมชนไทย-อเมริกา” เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ในการส่งเสริมวิทยุ ชุมชนในประเทศไทย และระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาและปรับปรุงวิทยุชุมชน พร้อมสร้างความเข้าใจและค้นหาแนวทางเผยแพร่เกี่ยวกับวิถีการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย ที่ห้องประชุม ชั้น 4 อาคารมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม โดยมีผู้ประกอบการวิทยุชุมชน กลุ่มรณรงค์สื่อ และองค์กรที่สนใจจัดตั้งวิทยุชุมชน เข้าร่วมกว่า 30 คน
วิชาญ อุ่นอก กองเลขาฯ สหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ รายงานสถานการณ์วิทยุชุมชนในประเทศไทยว่า ล่าสุดมีสถานีวิทยุชุมชนกว่า 6,521 สถานี ไปขึ้นทะเบียนขอใบอนุญาตทำวิทยุชุมชน แต่ข้อมูลจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) มีสถานีวิทยุชุมชนจากทั่วประเทศที่ขอใขอนุญาตเข้าเกณฑ์ที่ว่า วิทยุชุมชนต้องไม่มีโฆษณา ต้องไม่เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพียง 130 สถานี
สำหรับปัญหาของการขับเคลื่อนวิทยุชุมชนในวันนี้ คือ
1.เรื่องสถานภาพทางกฎหมายที่ยังไม่มีการยอมรับว่าวิทยุชุมชนถูกต้องตาม กฎหมาย
2.ปัญหาด้านเทคนิค เรื่องเครื่องส่ง และคลื่น เพราะคนทำวิทยุชุมชนในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านไม่สามารถจัดการแก้ปัญหา ด้วยตัวเองได้ ต้องอาศัยช่างเทคนิคเข้ามาช่วย
3.การหนุนเสริมจากภาครัฐไม่เกิดขึ้นเหตุเพราะยังไม่มีสถานภาพทางกฎหมาย หากใครจะทำวิทยุชุมชนต้องระดมทุนกันเอง
4.ปัญหาการเชื่อมร้อยเครือข่ายของคนทำวิทยุชุมชน ส่วนใหญ่ยังต่างคนต่างทำ
นิยามความหมาย ประสบการณ์บทแรกจากวิทยุชุมชนอเมริกา
Danielle Chynoweth และ Pete Tridish สมาชิก 2 คน จากกลุ่ม Prometheus Radio ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับวิทยุชุมชนและสนับสนุนการทำงานวิทยุของ ประชาชน ที่ไม่ได้ทำงานเฉพาะในอเมริกา แต่ยังได้เข้าไปส่งเสริมในหลายประเทศ อาทิ แอฟริกา ในอเมริกาใต้เพื่อช่วยให้พื้นที่ต่างเหล่านั้นสามารถมีวิทยุชุมชนที่เป็น เครื่องมือในการสื่อสารของชุมชน นอกจากนี้ ปัจจุบันทั้งคู่ยังมีบทบาทในการทำงานต่อสู้ผลักดันเกี่ยวกับกฎหมาย ใบอนุญาตวิทยุชุมชนในอเมริกา ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และแนวความคิดในการทำงาน
Pete Tridish เล่าว่า กว่า 13 ปีที่ผ่านมา เขาทำงานกับนักกิจกรรมหลายแห่ง ทั้งในเรื่องสิทธิในการมีที่อยู่อาศัย สิทธิของผู้ติดเชื้อเอชไอวี เรื่องสันติภาพและต่อต้านสงคราม และต่อต้านบรรษัทที่พยายามครอบงำกิจการของภาคสังคม เขาเคยตั้งวิทยุชุมชนที่เมืองฟิลาเดลเฟีย ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ทำโดยไม่ได้รับอนุญาตอยู่ 2 ปี เจ้าหน้าที่ก็ได้มายึดอุปกรณ์ไป แต่ไม่เพียงสถานีของเขา สถานนีวิทยุชุมชนอื่นๆ ก็โดนด้วยเช่นกัน เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เกิดการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อรณรงค์ให้มีการออก กฎหมายรับรองการทำงานของวิทยุชุมชน ตรงนี้เป็นที่มาของกลุ่ม Prometheus Radio ซึ่ง Prometheus ตามตำนานกรีกคือเทพที่ไปขโมยไฟจากซีอุส ปัจจุบัน Pete ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการ Electromagnetism ของ Prometheus Radio
Pete ให้ข้อมูลต่อมาถึงประเภทของวิทยุชุมชนในอเมริกาและประเทศต่างๆ ในโลก โดยให้เหตุผลว่าการกำจัดการไร้สถานภาพทางกฎหมายตามที่วิทยุชุมชนไทยพยายาม ผลักดันนั้น เกี่ยวของกับเรื่องนิยามว่าเป็นวิทยุประเภทไหน ซึ่งในอเมริกาก็มีวิทยุที่มีโฆษณา (Commercial) เป็นของภาคธุรกิจ ในส่วนวิทยุเชิงพาณิชย์นั้นมีมานานแล้ว และปัจจุบันวิทยุประเภทนี้ไม่นำเสนอประเด็นทางสังคมมากนัก เพราะเห็นว่าไม่ได้เพิ่มกลุ่มลูกค้า ส่วนมากจึงเป็นวิทยุที่เปิดเพลง สำหรับวิทยุเรื่องการเมืองก็จะเป็นการเมืองของกลุ่มอนุรักษ์
ในอเมริการัฐบาลและทหารไม่ได้เป็นเจ้าของสถานีวิทยุ แต่จะมีวิทยุที่เป็นสาธารณะ (Public Radio) ที่รับเงินจากรัฐแต่เป็นอิสระจากรัฐ เป็นวิทยุที่มีการกระจายเสียงระดับประเทศ โดยไม่เชื่อมโยงกับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม พยายามทำหน้าที่ของสื่อมวลชนมืออาชีพ แต่ก็มีการเปิดเพลงด้วย
ปัญหา ของวิทยุสาธารณะคือ แม้จะมีการกระจายเสียงทั่วประเทศ แต่คนที่ทำเนื้อหารายการก็เป็นคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดียว ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วม และการทำงานยึดอยู่กับจรรยาบรรณของสื่อตามตำราที่ว่าต้องเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เปิดพื้นที่ให้เท่าเทียมกัน แต่ความเป็นจริงในความขัดแย้งอาจไม่ได้มีแค่เพียง 2 ฝ่าย อีกทั้งยังเน้นเสนอข้อมูลจากภาครัฐมากกว่าภาคส่วนอื่น นอกจากนั้น แม้ว่าวิทยุสาธารณะจะได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐแต่ก็ไม่พอสำหรับการ ดำเนินการ ดังนั้นจึงต้องมีการขอทุนจากบริษัทการค้าต่างๆ ซึ่งก็ทำให้ผลกระทบต่อการดำเนินการ ดังนั้นวิทยุสาธารณะแม้ว่าจะทำงานได้ดีพอสมควรแต่ก็ยังมีข้อบกพร่องจากสิ่ง ที่ควรจะเป็น
ในส่วน ของวิทยุที่มีโฆษณาแต่ไม่ใช่วิทยุเชิงพาณิชย์ที่ใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งคือวิทยุ ศาสนา มีเครือข่ายใหญ่กระจายไปทั่วประเทศ แต่วิทยุกลุ่มนี้ไม่ค่อยสนใจเรื่องข่าวสารบ้านเมือง เน้นการเผยแพร่แนวคิดศาสนาและจารีตตามความเชื่อ
สำหรับวิทยุชุมชนในรูปแบบที่ทำกันอยู่ในประเทศไทย ดำเนินการโดยอาสาสมัคร แต่ละสถานีอาจมีเจ้าหน้าที่ประจำที่รับค่าตอบแทนแค่ 1-2 คน แต่คนที่ดำเนินรายการออกอากาศจะเป็นอาสาสมัคร วิทยุชุมชนรูปแบบนี้จะมีความเชื่อมโยงกับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในท้อง ถิ่น ในอเมริกาวิทยุชุมชนมีทั้งในเขตเมืองและชุมชน
ในแง่ กฎหมาย ในอเมริกามีแนวโน้มจะเขียนแบบกว้างๆ เพื่อให้มีความยืดหยุ่น ซึ่งมีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อเสียสำคัญคือการเปิดช่องให้วิทยุเชิงพาณิชย์หรือศาสนาเข้ามามีอิทธิพลได้ จากเหตุการณ์ที่เคยเกิดในอเมริกาเมื่อ 70 ปีก่อน สถานีวิทยุจะเป็นของหน่วยงานรัฐ สมาคมในท้องถิ่น สถาบันการศึกษา ไม่มีวิทยุในเชิงพาณิชย์ แต่เพราะไม่มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในตอนนั้น ทำให้มีคนหัวใสทำวิทยุแบบมีโฆษณาขึ้นซึ่งทำให้คนเหล่านี้รวยขึ้น จึงไปซื้อสถานีของหน่วยงานต่างๆ รวมถึงสถานีวิทยุของรัฐด้วย และได้บังคับให้รัฐแก้ไขกฎหมายเพื่อเอื้อให้กับการนำวิทยุมาใช้ประโยชน์เชิง พาณิย์
“มันก็ เป็นเรื่องขัดแย้งกัน คือในแง่หนึ่งเราก็ไม่อยากให้ภาครัฐเข้ามาคุม แต่ถ้าไม่มีการคุมเลยมันก็จะมีปัญหาในแง่ที่ว่าวิทยุเชิงพาณิชย์หรือวิทยุ ธุรกิจจะรุกเข้ามา” Pete กล่าว
เมื่อข้ออ้างเรื่องเสรีภาพ ถูกใช้เพื่อการซื้อสื่อ
รัฐธรรมนูญสหรัฐเป็นหมุดหมายอันแข็งแรงของหลักการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สำหรับ Pete เขาคิดว่ารัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ดี และทำให้การเซ็นเซอร์โดยรัฐทำไม่ได้ แม้จะมีคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ตรวจสอบคล้ายกับคณะกรรมการบริหารวิทยุกระจาย เสียงและวิทยุโทรทัศน์ (กบว.) ของไทย แต่สามารถทำได้เพียงแจ้งเตือน ไม่สามารถเซ็นเซอร์หรือปิดสถานีได้
อย่างไร ก็ตาม ยังคงมีปัญหาเกิดขึ้น ซึ่งไม่ได้อยู่ที่ตัวกฎหมายแต่อยู่ที่วิธีใช้ เช่น การที่กลุ่มธุรกิจพูดถึงสิทธิเสรีภาพในการซื้อสื่อ ในขณะที่ภาคประชาชนก็อ้างว่าควรมีการจำกัดสิทธิการครอบครองสื่อ ต่างฝ่ายต่างอ้างเรื่องสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และในช่วง 40-50 ปีที่ผ่านมารัฐบาลอเมริกันก็ทำหน้าที่ในการออกกฎหมายควบคุมไม่ให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งเป็นเจ้าของสื่อในสัดส่วนที่มากเกินไป
Pete ให้ข้อมูลต่อมาว่า เมื่อปี 2545 กลุ่มธุรกิจที่เป็นเจ้าของสื่อรายใหญ่ได้รวมตัวกันกดดัน คณะกรรมการการสื่อสารแห่งชาติ (Federal Communications Commission: FCC) ของสหรัฐอเมริกา3 ล้าน คน รวมตัวกันและทำหนังสือถึง FCC เพื่อไม่ให้มีการแก้กฎหมาย โดยเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประชาชนไม่พอใจอย่างมากคือการที่เจ้าของสื่อเหล่า นั้นมีบริษัทที่เป็นเจ้าของธุรกิจผลิตอาวุธสงครามรวมอยู่ด้วย เช่น บริษัทเจนเนอรัล อิเล็กทริก ซึ่งเป็นเจ้าของสื่อโทรทัศน์รายใหญ่และทำธุรกิจผลิตอาวุธ ทำให้มีผลต่อจุดยืนในการทำข่าวที่สนับสนุนการทำสงครามให้มีการแก้ไขเกณฑ์ ต่างๆ ที่จำกัดการถือครองสื่อ ทำให้ประชาชนกว่า
อีก ประเด็นที่น่าสนใจคือ นี่เป็นครั้งแรกๆ ที่ฝ่ายขวากับฝ่ายซ้ายเห็นร่วมกันและมีปฏิบัติการร่วมกันในการไม่ให้แก้ กฎหมาย โดยฝ่ายขวาหรือกลุ่มอนุรักษ์นิยมเห็นด้วยกับการจำกัดการถือครองสื่อ เพราะกลัวว่าฮอลลีวู้ดจะซื้อสื่อแล้วเผยแพร่ข้อมูลที่มอมเมาเยาวชน แต่ในส่วนของ FCC กลับเห็นด้วยกับข้อเสนอของกลุ่มธุรกิจ ดังนั้นจึงมีการรวมตัวกันฟ้องร้องดำเนินคดีกับ FCC และธุรกิจสื่อขนาดใหญ่ของอเมริกา ซึ่งผลที่สุดฝ่ายประชาชนชนะคดีและทำให้กลุ่มธุรกิจต้องเสียประโยชน์ไปหลาย พันล้าน จากนั้นประชาชนหลายๆ กลุ่มได้มีการรวมตัวกัน และ FCC ต้องยอมรับฟังและให้พื้นที่พวกเขามากขึ้นหลังเหตุการณ์ดังกล่าว
Pete บอกด้วยว่าปัญหาอีกอันหนึ่งของรัฐธรรมนูญที่ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ คือ คนทั่วไปมักมองว่าสื่อเป็นเรื่องของตลาด เป็นเรื่องการค้า ที่ทำง่ายและหาเงินได้ง่าย ด้วยการผลิตรายการเดียวแล้วส่งไปที่สถานีเครือข่ายได้เป็นพันสถานี ก็จะได้เงินเป็นพันเท่า ตรงนี้เป็นสาเหตุเบื้องหลังความคิดการครอบครองสื่อให้มากที่สุด เพื่อให้ต้นทุนต่ำสุดสามารถทำกำไรได้สูงสุด ซึ่งทางเศรษฐศาสตร์มองว่าเป็นความล้มเหลว และเป็นปัญหาระหว่างคนในท้องถิ่นและกิจการภายในระดับชาติ ตัวอย่างที่เห็นชัดคือการที่สื่อเสนอข่าวสงครามอิรักทุกวัน แต่ไม่มีข่าวในท้องถิ่นของตัวเอง เพราะข่าวของท้องถิ่นขายได้น้อยเฉพาะในพื้นที่นั้นๆ แต่ข่าวอิรักขายได้ทั่วโลก
ตรงนี้ ส่งผลให้คนไม่รู้ข้อมูลข่าวสารในท้องถิ่นของตัวเอง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในประเทศที่มีการแบ่งแยกทางการเมืองค่อนข้างสูง ภาคประชาสังคมในอเมริกาจึงพยายามผลักดันให้มีจุดร่วมกันระหว่างท้องถิ่น นั่นคือการสนับสนุนสิทธิของคนในท้องถิ่น เช่นหากรัฐจะให้สัมปทานวิทยุ ควรให้สิทธิคนในท้องถิ่นก่อนและมากกว่าคนภายนอก แต่ในส่วนภาคธุรกิจก็จะอ้างว่าเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นปัญหาอยู่เช่นกัน
“ใน อเมริกา ทุกอย่างถูกมองว่าเป็นเรื่องการตลาด บางประเด็นที่ขายคนได้มากกว่าก็ทำให้สื่อไปสนใจตรงนั้น โดยเฉพาะยิ่งเมื่อไม่มีขอบเขตชัดเจนว่าการโฆษณาจำกัดอยู่แค่ไหน อย่างไร ทำให้คนไม่รู้ว่าสิ่งไหนคือโฆษณา จึงถูกชักจูงให้เชื่อตาม” Pete กล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้น
อเมริกาเมืองแห่งเสรีภาพที่ไม่มีพื้นที่ให้วิทยุชุมชนใหม่
Pete ให้ข้อมูลต่อมาว่า ปัญหาของวิทยุชุมชนในอเมริกาขณะนี้คือการที่ภาคธุรกิจอ้างว่าไม่มีพื้นที่ ให้สถานีวิทยุใหม่ๆ แล้ว แต่ในความเป็นจริงเขาพบว่ามีช่องโหว่อยู่นั่นคือมีพื้นที่ว่างเหลือสำหรับ คลื่นวิทยุที่มีกำลังส่งไม่สูงมากอยู่ โดยเขายกตัวอย่างตะกร้าที่ใส่ลูกบอลจนดูเหมือนว่าเต็ม แต่ยังสามารถใส่ลูกปิงปองลงไปได้อีก ส่วนในเรื่องใบอนุญาตถือเป็นปัญหาใหญ่ของอเมริกา เพราะรัฐบาลอเมริกาไม่เคยเพิกถอนใบอนุญาตเลย ถ้าได้แล้วก็ได้ไปตลอดจะถอนก็ต่อเมื่อจับได้ว่ามีการโกหก เช่น ใช้กำลังส่งออกอากาศสูงกว่าเกินที่แจ้งไว้ หรือการไม่ทำตามกฎ
นอกจากนั้น ในอเมริกาใบอนุญาตวิทยุเชิงพาณิชย์สามารถซื้อขายได้ แต่ถ้าไม่ใช่เชิงพาณิชย์จะมีกฎเกณฑ์แยกต่างหาก
Pete กล่าวด้วยว่า จากประสบการณ์ของอเมริกาที่จะกำหนดให้สถานีวิทยุมีที่ตั้งห่างกันในระยะที่ จะไม่ก่อให้เกิดการรบกวนซึ่งกันและกันโดยจัดทำเป็นแผนที่ ซึ่งปัญหาคลื่นรบกวนกันนั้นเป็นปัญหาใหญ่อันหนึ่งของวิทยุชุมชนไทย Pete เห็นว่ามีแนวโน้มที่เป็นไปได้ว่า หากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.ของไทยตั้งขึ้นสำเร็จ ก็จะกำหนดแผนที่คล้ายกับของอเมริกา ซึ่งพบว่าในแง่วิศวกรรม มีความเป็นไปได้ที่จะปรับสายอากาศเพื่อให้ส่งสัญญาณไปในทิศทางที่ต้องการได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ตัวเลขกำหนดระยะห่างตายตัวแบบเดียวกันกับอเมริกา และสามารถแบ่งแยกสถานีย่อยลงไปได้อีก ซึ่งจะทำให้มีพื้นที่ที่ยังไม่มีการใช้งานเพื่อตั้งสถานีอื่นได้
การใช้ หลักเกณฑ์ของอเมริกาที่ผ่านมากลายเป็นข้อจำกัดให้ไม่สามารถมีสถานีเพิ่มได้ ทั้งที่ในทางวิศวกรรมสามารถทำได้ เรียกว่าเป็นวิธีแบบ Contour มีลักษณะที่ภาครัฐเข้ามากำหนดกฎเกณฑ์ทางวิศวกรรมบางส่วน สิ่งที่เขาอยากเสนอหากมี กสทช.เกิดขึ้น คือ ควรมีการเปิดช่องให้ภาคเอกชนมีการเสนอข้อมูลทางวิศวกรรมของตัวเอง โดยหากพิสูจน์ได้ว่าพื้นที่นั้นไม่มีการใช้ และการใช้ประโยชน์ที่จะมีนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดการรบกวน ให้สามารถขอใบอนุญาตดำเนินการวิทยุชุมชนได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาเฉพาะข้อมูลทางวิศวกรรมของภาครัฐอย่างเดียว
บทเรียน “สถานีวิทยุเถื่อน” การต่อสู้ของวิทยุชุมชนอเมริกา
Pete เล่าถึงเหตุการณ์ซึ่งเป็นบทเรียนการทำงานของเขาในการเรียกร้องใบอนุญาตว่า เมื่อปี ค.ศ.1990 มีคนคนหนึ่งถูกดำเนินคดี เนื่องจากออกอากาศต่อต้านสงครามโดยไม่มีใบอนุญาต ในการต่อสู้ดคีในชั้นศาล ทนายของเขาสู้คดีโดยการอ้างว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลเป็นผู้ควบคุมช่อง ทางการสื่อสาร แต่ตามรัฐธรรมนูญการควบคุมนี้ต้องเป็นไปในลักษณะที่ทำให้เกิดความเท่าเทียม และเป็นธรรม การที่รัฐบาลอนุญาตให้บริษัทเป็นเจ้าของสถานีได้เป็นร้อยสถานี แต่ผู้ชายคนนี้ซึ่งต่อต้านสงครามไม่มีแม้แต่สถานีเดียวจะมีความเป็นธรรมได้ อย่างไร
ผู้พิพากษาไม่สามารถพิจารณาคดีได้ตั้งแต่ปี 2536-2540 เมื่อยังไม่มีการตัดสิน ส่งผลให้ FCC ไม่สามารถปิดสถานีวิทยุในคดีอื่นๆ ที่ไม่มีใบอนุญาตได้ ทำให้เกิดสถานีวิทยุเถื่อนในลักษณะนี้เกิดขึ้นมากมาย ในที่สุดผู้พิพากษาก็ได้มีตัดสินเข้าข้าง FCC แต่ใน 4 ปีนี้ ได้เกิดสถานีวิทยุใหม่ๆ นับพันสถานี ทำให้ FCC ต้องออกกฎหมายใหม่มารองรับแทน กลุ่ม Prometheus Radio ของเขาจึงถูกตั้งขึ้นมา เพื่อติดตามว่ากฎหมายที่ตั้งขึ้นมาเป็นไปเพื่อประโยชน์ของวิทยุชุมชนอย่าง แท้จริง
แต่สำหรับ Pete เขาสารภาพว่า เขารู้สึกว่าตอนเป็นสถานีวิทยุเถื่อนสนุกกว่าตอนเป็นวิทยุที่ถูกต้อง แม้จะไม่อันตรายมากแต่บางทีก็ถูกปรับ ถูกจับขังคุก เป็นเหตุให้หลายคนไม่กล้าเข้าร่วม แต่พอเป็นวิทยุถูกกฎหมายก็มีคนเข้าร่วมได้มากขึ้น มีความหลากหลาย และส่งผลกระทบต่อสังคมมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การที่กลุ่มของเขาตัดสินใจร่วมมือกับ FCC เพราะไม่ว่าเสนออะไร ก็ต้องออกกฎหมายเพื่อรับรองสถานภาพ และเจตนาในการเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการก็เพื่อถ่วงเวลาให้กฎหมายออกช้าที่สุด เพื่อให้มีเวลาในการปรับตัว แต่พอกฎออกมาก็ต้องปฏิบัติตามไปหลายสิบปีจนกว่าจะมีการแก้ไขใหม่ ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ออกมาก็ไม่ได้ดั่งใจไปเสียทุกอย่าง แต่อย่างน้อยก็ได้ทำให้มีการให้ใบอนุญาตกับวิทยุใหม่ๆ หลายร้อยสถานี และในปีหน้าก็น่าจะมีอีกหลายร้อยสถานีเช่นกัน แต่ทั้งนี้ ในอเมริกาสถานภาพทางการเมืองค่อนข้างมั่นคง และคนไม่ทำผิดกฎ ซึ่งต่างจากประเทศไทย
ข้อควรตระหนักเมื่อวิทยุชุมชนต้องเข้าไปอยู่ในกรอบกฎหมาย
Pete ย้ำถึงรายละเอียดที่วิทยุชุมชนควรใส่ใจเมื่อต้องเข้าไปอยู่ในกรอบกฎหมายว่า 1.เรื่องคำนิยาม ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าวิทยุชุมชนจะเป็นอย่างไร ซึ่งมีความสำคัญเพราะเกี่ยวข้องกับการจัดประเภท และการแข่งขันที่จะมีตามมา 2.ควรมีหรือไม่มีโฆษณา ซึ่งหากอนุญาตให้สถานีหนึ่งมีโฆษณา อีกไม่นาน ทุกสถานีก็จะมีโฆษณา ซึ่งเป็นธรรมดาของแรงผลักดันด้านเศรษฐกิจ วิทยุที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ สามารถมีโฆษณาในรูปแบบที่บอกได้แค่ว่ารับการสนับสนุนจากใครเท่านั้น คือ แค่กล่าวขอบคุณเจ้าของธุรกิจที่สนับสนุน แต่ไม่สามารถบอกราคา บอกที่ตั้ง ร้องเพลง เชิญชวนให้ซื้อหรือบริโภคสินค้าได้
3.การ ให้ใบอนุญาต ในเมืองใหญ่ที่มีการแข่งขันกันสูง แทนที่จะให้กลุ่มเดียวทั้งเมืองใหญ่ อาจให้เป็นรายย่อยหลายๆ รายโดยพื้นที่ออกอากาศกระจายทั่วเมืองแทน 4.หากได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎเกณฑ์ควรสร้างกฎเกณฑ์ที่เอื้อต่อการ เข้าถึงของภาคประชาชน เช่น การกำหนดว่าถ้ากลุ่มใดผลิตรายการของตนเองได้ 8 ชั่วโมงต่อวันขึ้นไป ให้กลุ่มนั้นได้สิทธิพิเศษ ซึ่งตรงนี้จะเอื้อต่อคนในท้องถิ่นจะมีโอกาสมากกว่าเพราะสามารถจัดรายการได้ เอง ตรงนี้จะไม่เอื้อต่อกลุ่มการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่จะเอื้อกับกลุ่มที่สามารถจัดตั้งคนในชุมชนได้มากกว่า และเรื่องการกำหนดเงื่อนไขการแข่งขันก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องช่วยกันติดตาม
5.ค่า ธรรมเนียมในการสมัครใบอนุญาต ในอเมริกาการต่อสัญญาของวิทยุเชิงพาณิชย์ใช้เงินครั้งละ 4,000 เหรียญ แต่ถ้าไม่ใช่สถานีเชิงพาณิชย์ไม่ต้องเสียเงิน ซึ่งในหลายประเทศที่กำหนดให้ทั้งวิทยุเชิงพาณิชย์และไม่ใช่เชิงพาณิชย์ต้อง จ่ายเท่ากัน ทำให้คนที่ไม่แสวงหากำไรเสียเปรียบ ซึ่งเรื่องนี้คงต้องดูให้ดีว่ามีระบุไว้ในกฎหมายหรือไม่
6.การ บันทึกการจัดทำรายการซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นในการให้ข้อมูลที่เป็นจริงกับ รัฐบาลเพื่อให้เกิดการกำกับดูแลตามกฎหมาย รัฐบาลในบางประเทศกำหนดเวลาการบันทึกรายการค่อนข้างนาน แม้เป็นเรื่องจำเป็นแต่เราคงไม่ต้องการบันทึกข้อมูลจนละเอียดยิบ หรือต้องตรวจข้อมูลย้อนหลังนานๆ ซึ่งจะเป็นภาระในการทำงานและเพิ่มค่าใช้จ่าย
7.ระยะ เวลาใบอนุญาต ซึ่งอเมริกาให้ 8 ปี แต่ในบางประเทศกำหนดให้ 2 ปี ต่อครั้ง ระยะเวลาที่นานหลายคนอาจเห็นว่าดีเพราะมีความมั่นคง แต่ส่วนตัว Pete เห็นว่าควรจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ และให้มีการเพิกถอนได้ เพื่อเปิดโอกาศให้มีประกอบการรายใหม่ ซึ่งต้องมีไปดูกฎเกณที่ถูกร่างขึ้นว่าได้เปิดโอกาสให้คณะกรรมการที่จะเข้ามา ดูแลการจัดสรรคลื่นความถี่ทำการยกเลิกหรือ เพิกถอนใบอนุญาติวิทยุเชิงพาณิชย์เพื่อให้วิทยุชุมชน หรือในทางกลับกันให้ยกเลิกหรือเพิกถอนใบอนุญาตวิทยุชุมชนเพื่อให้วิทยุเชิง พาณิชย์หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ควรมีการศึกษาผลได้ผลเสียต่อการเปิดช่องดังกล่าวด้วย
8.องค์ ประกอบและกระบวนการสรรหาองค์กรอิสระ ในอเมริกาถือว่าเลวร้ายมาก แต่องค์ประกอบในประเทศอื่นๆ จะมีความหลากหลายกว่า เช่น ภาครัฐ 1 ถึง 2 คน ที่เหลือมาจากภาคส่วนต่างๆ ของสังคม ซึ่งทำให้กรรมการมีอิสระมากขึ้นและสามารถตัดสินใจโดยคำนึงถึงประโยชน์ของ สังคม 9.ควรหรือไม่ควรที่รัฐจะให้งบประมาณ เพราะอำนาจในการควบคุมอาจผ่านการให้เงิน หรือการให้เงินซึ่งตอนแรกๆ อาจไม่มีปัญหา แต่พอรับไปเรื่อยๆ ก็ก่อให้เกิดภาวะพึงพา เกิดความเคยชิน ตัวอย่าง ประเทศเวเนซูเอลา ตามกฎหมายใหม่จะหัก 5 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ส่วนผู้ได้รับอนุญาตเชิงพาณิชย์มาเข้ากองทุน เพื่อใช้สนับสนุนวิทยุหรือโทรทัศน์ที่เป็นของสาธารณะ ในแคนาดาก็ทำแบบเดียวกัน คือ หัก 5 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ส่วนผู้ได้รับอนุญาตเชิงพาณิชย์ แต่นำมาช่วยเหลือนักดนตรี
การออกใบอนุญาตและการสร้างกติกา ประสบการณ์จากประเทศต่างๆ
นักกิจกรรมจากอเมริกากล่าวต่อมาว่า ในอเมริกาไม่ได้แก้รัฐธรรมนูญบ่อย การพิจารณาให้ใบอนุญาตวิทยุชุมชนจึงใช้เหตุผลทางเทคนิคเป็นหลักในการให้หรือ ไม่ให้ใบอนุญาตเพิ่มเติม ซึ่งก็มีผลดีในแง่ที่ว่าไม่ได้มีการกำหนดว่าใครจะเป็นคนได้ใช้ ทุกคนมีโอกาสได้เท่าเทียมกันหมดหากเข้าเกณฑ์ ไม่ว่าจะมีอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างไรก็ตาม
ส่วนใน อังกฤษจะมีคณะกรรมการอิสระที่ไม่มีคนของรัฐเลย ในการจัดสรรคลื่นความถี่เหมือนกัน แต่ต้องส่งแผนการที่ละเอียดมาก เพื่อที่จะบอกว่าต่างจากคนอื่นอย่างไร ควรที่จะได้เพราะอะไร ก็ถือเป็นการแข่งขันทางเนื้อหา จากนั้นคณะกรรมการชุดนี้จะเป็นผู้ตัดสินว่าใครจะได้ใบอนุญาต โดยใบอนุญาตมีอายุ 5 ปี ในการต่อใบอนุญาตก็ต้องบอกรายละเอียด และพิสูจน์ให้เห็นว่าดีกว่ารายอื่นอย่างไร ซึ่งมีข้อเสียคือ คนที่เขียนโครงการเก่งอาจจะเป็นคนที่ได้รับสิทธิไป นอกจากนี้ระบบในอังกฤษคณะกรรมการจะพิจารณาประโยชน์ในด้านการศึกษา สันติภาพ การสร้างโอกาสให้เยาวชน ซึ่งก็ดีสำหรับอังกฤษ แต่ถ้านำมาใช้ที่อเมริกา เขาไม่เชื่อมั่นว่า FCC จะตัดสินใจได้เที่ยงธรรม
ที่ อังกฤษมีระบบต้องส่งรายงานทุกปี ถ้าผลการประกอบการไม่ดีก็อาจเปลี่ยนไปให้กลุ่มอื่นทำแทน ซึ่งข้อเสียคือเปิดโอกาสให้อำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซงผ่านการรายงานการประเมินผล นี้ได้
Pete แสดงความเห็นว่า วิทยุชุมชนเป็นพลังทางสังคมที่มีความเข้มแข็ง เชื่อว่ารัฐก็ต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อเข้ามาควบคุมและตรวจทาน แต่หากเราเปิดให้รัฐเขามาควบคุม เข้ามาประเมินคุณภาพอาจทำให้เกิดปัญหา
เขายกตัวอย่างประเทศเม็กซิโก ซึ่งมีวิทยุชุมชนที่ไม่มีใบอนุญาตประมาณ 900 สถานี ที่มีความเห็นต่างกัน คือ ฝ่ายหนึ่งอยากได้ใบอนุญาต แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการเพราะไม่อยากให้รัฐเข้ามาควบคุม แม้ว่าจะมีเจตนาที่ดีก็ตาม และอีกอย่างวิทยุแบบนี้ก็อยู่มาได้เป็นสิบปี รัฐก็ไม่เคยเข้ามาแทรกแซงหรือควบคุม งั้นก็อยู่ต่อไปแบบนี้ดีกว่า นอกจากนี้เขามองว่าการได้ใบอนุญาตอาจยิ่งยุ่งเพราะเจ้าหน้าที่อาจเข้ามาสุ่ม ตรวจเพราะรู้ว่าสถานีวิทยุอยู่ที่ไหน
กรณีที่ น่าสนใจจากเม็กซิโก คือ วิทยุเถื่อนที่มีความสัมพันธ์อันดีของรัฐบาลท้องถิ่น สามารถดำเนินการได้ปกติไม่ถูกรบกวน แต่วิทยุที่ได้รับใบอนุญาตที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีนักกับรัฐบาลท้อง ถิ่น กลับดำเนินการได้อย่างยากลำบาก ซึ่งจะเห็นได้ว่า ในกรณีนี้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่มีหรือไม่มีใบอนุญาต แต่อยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างสถานีกับรัฐบาลท้องถิ่นต่างหาก
ประวัติศาตร์การก่อตั้งวิทยุชุมชนในอเมริกา
ส่วน Danielle Chynoweth ซึ่งเรียกตัวเองว่านักเปลี่ยนแปลงสังคมที่พยายามลดช่องว่างของอำนาจและความ แตกต่างทางสังคม เพื่อให้คนมีสิทธิในการแสดงออก เธอเคยร่วมกันกลุ่มอนาธิปัตย์ (Anarchism) และเคยลงสมัครเล่นการเมืองท้องถิ่นในสภาเมืองอยู่ 7 ปี เคยอยู่ในตำแหน่งรองประธานสภา ก่อนออกมาทำงานเป็นนักกิจกรรม อีกทั้งเคยอยู่ในคณะกรรมการที่ดูแลเรื่องอินเทอร์เน็ตบอร์ดแบรนด์ ได้เล่าถึงพัฒนาการ 3 ยุค ของวิทยุชุมชนในอเมริกาว่า
วิทยุ ชุมชนแห่งแรกในอเมริกาตั้งขึ้นโดยกลุ่มคนที่ต่อต้านสงคราม โดยปฏิเสธการเข้ารับราชการทหารในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองจึงถูกจับขังคุก สถานีนี้มีชื่อว่า “แปซิฟิกา” ซึ่งตามความหมายของคำศัพท์ แปซิฟิก (Pacific) อาจหมายความได้ถึง สันติภาพ
ต่อมายุคที่ 2 เริ่มต้นประมาณ ค.ศ.1970-1980 (ราว 20-30 ปีมาแล้ว) เธอเล่าว่ามีสถานีวิทยุชุมชนเก่าแก่แห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้เมืองของเธอ ดำเนินงานมา 35 ปี ยังคงออกอากาศอยู่และครอบคลุมหลายเมือง ในช่วงระหว่างยุคที่ 2 ถึง 3ได้เกิดปัญหาที่วิทยุภาคธุรกิจที่ทำกำไรได้มากได้ไปซื้อสถานีเล็กๆ เพื่อผูกขาดสื่อ เช่น สถานีของคนผิวดำ ผู้หญิง คนกลุ่มน้อย ส่งผลให้เหลือเพียงไม่กี่กลุ่มที่ยังดำเนินการอยู่จนถึงปัจจุบัน ในส่วนของภาคประชาชนก็ได้พยายามต่อสู้โดยการตั้งสถานีวิทยุกำลังส่งต่ำที่ ใครๆ ก็ทำได้เพื่อต่อสู้ กระแสนี้มีขึ้นเมื่อราวปี ค.ศ.2000 โดยเน้นการกระจายเสียงในพื้นที่ไม่กว้างนัก แต่ทำในหลายๆ ย่าน ในหลายๆ ชุมชน
ทั้งนี้ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นอินเทอร์เน็ตก็กำลังได้รับความนิยม และราคาอุปกรณ์ เทคโนโลยีต่างๆ ก็ถูกลงมาก ทำให้ต้องมีการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ จึงได้มีการรวมตัวเป็นศูนย์สื่อชุมชน หรือศูนย์สื่อทางเลือก (Independent Media Center: IMC) คือมีสื่อหลากหลายประเภทและวิทยุชุมชนเป็นหนึ่งในสื่อที่ทำ ศูนย์สื่อชุมชนในแต่ละเมืองทำในเรื่องต่างๆ เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ เว็บสตรีมมิ่ง (การถ่ายทอดทางอินเทอร์เน็ต) ทีวี รวมถึงสื่อศิลปะวัฒนธรรม เช่น ละคร ภาพวาด ดนตรี ปัจจุบันศูนย์สื่อชุมชนนี้ มีเครือข่ายมากกว่า 200 แห่งทั่วโลก
Danielle เล่าด้วยว่าเธอได้ร่วมก่อตั้งศูนย์สื่อชุมชนในเมืองแชมเปญ เออบานา (Urbana Champaign) เมื่อปี 2543 มีสมาชิกเริ่มต้นเพียง 12 คน โดยมีการระดมทุนกันซื้ออาคารไปรษณีเพื่อเป็นสถานที่ดำเนินการ มีห้องส่งออกอากาศ ห้องอัดเสียง ห้องบันทึกรายการ พื้นที่แสดงศิลปะ และห้องสมุดอยู่ภายในอาคาร แล้วเปิดให้กับประชาชนทั่วไป ทั้งเด็ก คนงานย้ายถิ่น และคนทำงานเคลื่อนไหวทางสังคมเข้ามาใช้พื้นที่ได้ ปัจจุบันศูนย์นี้มีสมาชิกกว่า 2,000 คน
ในส่วน การทำงาน ศูนย์ฯ จะผลิตเนื้อหาเองเพื่อส่งสื่อท้องถิ่นรวมทั้งสือในระดับชาติด้วย โดยเสียงจะมีการรายงานผ่านวิทยุ ส่วนภาพและเสียงจะมีการผลิตเพื่อเผยแพร่ผ่านโทรทัศน์ที่สาธารณะเข้าถึง (Public access TV) ซึ่งเป็นโทรทัศที่ชาวบ้านสามารถนำเทปมาออกอากาศได้โดยตรง ตรงนี้เป็นช่องทางหนึ่งของการเผยแพร่ข่าวสารตามที่รัฐธรรมนูญสหรัฐระบุไว้ใน เรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ไม่เหมือนทีวีสาธารณะในเมืองไทย
ในส่วน ของงบประมาณ นโยบายของศูนย์นี้ตั้งแต่เริ่มตั้งคือ ไม่รับการสนับสนุนจากรัฐเพราะไม่อยากถูกรัฐควบคุม และไม่รับเงินสนับสนุนจากมูลนิธิที่ตั้งโดยบริษัทธรุกิจ เงินในการดำเนินการมาจากการระดมทุนจากประชาชนทั่วไป ซึ่งค่อนข้างโชคดีที่คนในชุมชนถือเป็นคนชั้นกลางรุ่นใหม่มีความเขาใจและให้การสนับสนุน ส่วนคนทำงานตั้งแต่เริ่มต้นส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบอาสาสมัคร
Danielle กล่าวด้วยว่าเพียงแค่การทำงานด้านสื่อ เปิดพื้นที่สื่อ ได้ทำให้เกิดผลกระทบหลายอย่างขึ้นในชุมชน เช่น กรณีการรณรงค์เรื่องการปฎิบัติเกินหน้าที่ของตำรวจ เพียงมีการเปิดพื้นที่ให้คนมาใช้ อบรมให้คนใช้สื่อเป็น สามารถอัดวีดิโอเทปได้ เพื่อบันทึกภาพเหตุการณ์ที่ตำรวจตีชาวบ้านแล้วนำมาเผยแพร่ เพียงเท่านั้นก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง จากเดิมที่ตำรวจสามารถพกปืนที่มีไฟฟ้าเพื่อเอาไว้ช็อตคนที่ดูไม่น่าไว้ใจได้ แต่ตอนนี้กฎหมายไม่อนุญาตให้พกปืนดังกล่าว หรือในกรณีที่ผู้ต้องสงสัยถูกจับแล้วถูกซ้อมทรมานตอนนี้ก็ห้าม เพราะฉะนั้นจึงเห็นได้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงทางด้านกฎหมายหลายอย่าง
การต่อสู้ 36 ปี ประวัติศาสตร์การปฎิรูปสื่อไทย
ด้าน รศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ผู้ก่อตั้งคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) และปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธาน คปส.กล่าวความเป็นมาของการปฏิรูปสื่อในประเทศไทยว่า กว่าจะมีสถานีเล็กๆ ของประชาชนไม่ใช่ระยะเวลาแค่ 12 ปี แต่เป็น 36 ปี โดยนับตั้งแต่ปี 2516 ซึ่งถือว่าเป็นอิฐก้อนแรกๆ ในการปฎิรูปสื่อที่ออกมาในรูปการเคลื่อนไหวของปัญญาชน สื่อที่ใช้ในช่วงนั้นส่วนใหญ่เป็นตัวอักษร ทั้งหนังสือพิมพ์ นิตยสาร วรรณกรรม กวีนิพนธ์ และดนตรี เคลื่อนไหวอยู่ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่อย่างโคราช เชียงใหม่
การเคลื่อนไหวระลอกสองในปี 2535 อุตสาหกรรมสื่อขยายตัวเจริญเติบโต คนที่คว้าสิทธิเสรีภาพเอาไว้ได้คือ ภาคอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ และที่ภาครัฐมอบให้มาคือสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ถือว่าชนชั้นกลางเป็นผู้ได้ประโยชน์ในช่วงเวลานี้ ทั้ง โทรทัศน์ช่องใหม่ สื่อหนังสือพิมพ์ที่เป็นหัวธุรกิจและเคเบิลทีวีมีการเติบโต แต่คนข้างล่างยังคงถามหาสิทธิเสรีภาพ
จนกระทั่งมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องรัฐธรรมนูญ 2540 ทำให้เกิดความคาดหวังในเรื่องสื่อของประชาชน ตรงนี้สามารถเทียบเคียงกับการอ้างอิงสิทธิเสรีภาพของประชาชนในบทแก้ไขบทที่ 1 ของธรรมนูญสหรัฐอเมริกา กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2540 (ก่อนปี 2549) แม้จะมีข้อจำกัดมากกว่าเพราะของไทยอ้างสิทธิได้เพียงการจัดสรรคลื่นความถี่ ตามมาตรา 40 แต่ก็ถือว่าเป็นครั้งแรกๆ ที่ประชาชนรู้สึกว่ารัฐธรรมนูญจับต้องได้ เกิดแรงบันดาลใจที่ว่ารัฐธรรมนูญเป็นของเรา สิทธิเป็นของเรา และทำให้เกิดกระแสการเปิดวิทยุชุมชนโดยไม่รอกฎหมายขึ้นมาได้
รศ.ดร.อุบลรัตน์ กล่าว ต่อมาว่า ในการทำวิทยุชุมชนนั้น การมีกฎหมายมารองรับทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีความชอบธรรม มีกระแสสำนึก แต่ก็ได้เริ่มมีการตีความ “ความชอบธรรม” และ “ความถูกต้องตามกฎหมาย” มากขึ้น ที่ผ่านมากว่าสิบปี คำว่า “วิทยุเถื่อน” ได้ค่อยๆ เลือนหายไป จากที่เคยรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นสิ่งที่ผิด อาจกลายเป็นความภาคภูมิใจกับคำว่า “เถื่อน” ที่บอกว่าเพื่อประโยชน์สาธารณะ เหมือนเป็นโรบินฮูดที่ปล้นคนรวยมาช่วยคนจน ตรงนี้เป็นการสร้างบทอ้างอิงเพื่อให้รู้สึกว่ามีความชอบธรรม ซึ่งรัฐเองก็สร้างบทอ้างอิงที่ว่าผิดกฎหมายคือไม่ชอบธรรมเช่นกัน
ทั้งนี้ ปัญหาใหญ่ที่มีมาอย่างต่อเนื่องของวิทยุชุมชน คือ การขาดความรู้ความชำนาญด้านเทคโนโลยี เทคนิคในการดำเนินการวิทยุชุมชน เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้เพิ่ม ต้องหาบุคคลากรที่มีความรู้มาร่วมกันทำงานเพิ่มขึ้น ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การเข้ามาร่วมแข่งขันเพื่อใช้สิทธิในพื้นที่สื่อท้องถิ่นจากรัฐและทุน ทั้งในเรื่อง ค่านิยม ความคิด ความมั่นคง ชาตินิยม และเรื่องศาสนา หลังจากที่ประชาชนถูกปิดกั้นในเรื่องการสื่อสารมานาน เมื่อช่องทางเปิดขึ้น ทำให้ทุกคนต่างต้องการพื้นที่ ดังนั้น การจัดการเพื่อให้ทุกคนมีพื้นที่และสิทธิได้รับการคุ้มครองเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้ยังมีปัญหาในเรื่องของการพยายามครอบงำโดยหน่วยงานทางทหารที่วิทยุ ชุมชนหลายแห่งประสบอยู่
รศ.ดร. อุบลรัตน์ กล่าวด้วยว่าบนการแข่งขัน คนทำวิทยุชุมชนต้องการความรู้ ต้องการแรงสนับสนุนจากชุมชน จากสังคมใหญ่ เพื่อเป็นต้นทุนในการต่อสู้ในสงครามการจัดสรรทรัพยากรคลื่นความถี่ และผลักดันให้เกิดการบริหารจัดการเพื่อที่กลุ่มต่างๆ จะได้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องของตนเอง
“อย่าง น้อยสิบปีที่ผ่านมาเรามีความได้เปรียบตรงที่ว่า คำว่าวิทยุชุมชนเป็นที่รู้จัก มีคุณูประการกับชุมชนต่างๆ ในหลายๆ ที่ เพียงพอที่จะได้รับการยอมรับและได้รับการปกป้อง ในขณะเดียวกันวิทยุเชิงพาณิชย์ในพื้นที่ วิทยุที่เป็นของทหารที่มาเปิดใหม่ก็จะต้องออกมาบอกได้ว่าตัวเองมีความชอบ ธรรมอย่างไร” รศ.ดร.อุบลรัตน์กล่าว
ในส่วนของ Next Generation (คนรุ่นต่อไป) แม้ขณะนี้อาจไม่ได้อยู่กับวิทยุชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม แต่มีและอยู่ในลักษณะที่กระจายตัว เพราะในภาพใหญ่ประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ขณะนี้มีทางเลือกในการรับข้อมูลข่าวสารมากขึ้น ทั้งดาวเทียม เคเบิลทีวี อินเทอร์เน็ต และวิทยุชุมชน อีกทั้งยังเริ่มรู้และตื่นตัวแล้วว่าจะได้รับประโยชน์จากสื่อที่หลากหลาย เหล่านี้อย่างไร โดยสื่อแต่ละประเภทก็จะมีแนวโน้มเนื้อหาที่แตกต่างกันออกไป ในส่วนเคเบิลทีวี ขณะนี้ก็มีการเตรียมเรื่อง Public access channel (ช่องที่สาธารณะเข้าถึง) เหมือนกัน ซึ่งสังคมอาจต้องช่วยกันเรียกร้องว่าต้องมี รวมถึงต้องช่วยกันทำเนื้อหาส่งเข้าไปร่วมด้วย
“การเปลี่ยนแปลง 36 ปีที่ผ่านมาได้ขยับไปเยอะ และเราก็ได้ก่ออิฐขึ้นมา ต่อขึ้นมาอีกเรื่อยๆ และจะมีอิฐก้อนใหม่ๆ อีกใน 5 ถึง 10 ปีข้างหน้าแน่นอน พวกเรามีโอกาสช่วยกัน” รศ.ดร.อุบลรัตน์กล่าว
กฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ อีกหลักประกันหนึ่งของวิทยุชุมชนไทย
ส่วน สุภิญญา กลางณรงค์ รองประธานคณะ กรรมการรณรงค์เพื่อการปฎิรูปสื่อ ในฐานะกรรมาธิการแปรญัตติ ร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุ กระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่าขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ อย่างเป็นทางการแล้ว หลังประชุมมา 11 เดือน โดยยังยืนยันรองรับพื้นที่ของคลื่นความถี่ที่จะต้องจัดสรรให้ภาคประชาชน อย่างน้อย 20 เปอร์เซ็นต์ ของคลื่นความถี่ ของพื้นที่ที่มีการอนุญาตให้ประกอบกิจการ
อีกทั้ง มีกองทุนในการพัฒนากิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเปิดโอกาสให้สื่อชุมชนขอการสนับสนุนจากกองทุน และกรรมการบริหารกองทุนที่เป็นอิสระ นอกจากนี้ คำนิยามของภาคประชาชน หรือชุมชนได้มีการระบุไปถึงกลุ่มคนที่มีความสนใจรวม เช่น เด็กและเยาวชน คนพิการ ผู้ติดเชื้อ HIV และแรงงาน นอกเหนือไปจากในเรื่องพื้นที่
ในส่วนอำนาจหน้าที่ของ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งมีจำนวน 11 คน ก็มีการเพิ่มเข้าไปว่าต้องมีการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารและความ เสมอภาคในการเข้าถึงและใช้สื่อโทรทัศน์ วิทยุ และกิจการโทรคมนาคม
จากนี้ ไป นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการแปรญัตติร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ จะเป็นผู้เสนอร่างกฎหมายให้สภาผู้แทนราษฎรผ่านวาระ 2-3 หลังจากสภาเปิดประชุมในวันที่ 21 มกราคมนี้ หากกระบวนการดำเนินไปได้กฎหมายนี้ก็จะผ่าน และจะมีองค์กรอิสระ ซึ่งทุกอย่างคงจะเริ่มนับ 1 ได้ในขบวนการปฎิรูปสื่ออีกครังหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่เรื่องวิทยุชุมชน แต่สัมปทานต่างๆ ที่มีอยู่ก็จะต้องหมดวาระลงด้ว
http://www.prachatai.com/journal/2010/01/27358

อ่านจดหมายจากคุก ของคนที่โลกลืม "สุวิชา ท่าค้อ" | ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์

อ่านจดหมายจากคุก ของคนที่โลกลืม "สุวิชา ท่าค้อ" | ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์

อ่านจดหมายจากคุก ของคนที่โลกลืม "สุวิชา ท่าค้อ"

--อ่านจดหมายจากคนที่เหมือนตายไปแล้ว จดหมายจากคุกของ สุวิชา ท่าค้อ--

ผู้เขียนอ่านจดหมายลงวันที่ 1 มกราคม 2553 จากนายสุวิชา ท่าค้อ ผู้ถูกศาลชั้นต้นตัดสินว่า มีความผิดตามกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และ พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โทษจำคุก 10 ปี ที่เขียนถึงทนายอานนท์ นำภา ทนายความของเขา ด้วยความสลด เพราะในขณะที่สื่อกระแสหลักพร้อมที่จะเทิดทูน ประจบในหลวงและสถาบันอย่างสุดๆ พวกเขากลับไม่มีที่ให้กับความเห็นของนักโทษข้อหาหมิ่นฯ ในขณะเดียวกัน นายสุวิชาเองก็ดูเหมือนจะไม่มีความเชื่อมั่นใดๆ ในสื่อกระแสหลักหลงเหลืออยู่ ในจดหมายจึงไม่มีการกล่าวถึงการฝากความหวังไว้กับสื่อกระแสหลักของไทยเลย หากจะมีการพูดถึงสื่อในจดหมาย ก็มีเพียงสื่อนอกกระแสอย่างประชาไทเพียงแห่งเดียว

ทางด้านทนายอานนท์ นำภา ทนายของนายสุวิชา ก็ได้แสดงความเห็นว่า จดหมายฉบับนี้ “น่าจะเป็นจดหมายฉบับสุดท้าย เพราะทางเรือนจำได้รับแจ้งให้เซ็นเซอร์ จากเจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยคนหนึ่ง (เป็นผู้ได้รับการแต่งตั้งให้มาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ) ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวสามารถเข้าออกเรือนจำได้แม้ไม่ต้องเป็นญาติของผู้ต้อง ขัง… คุณสุวิชาขอให้เผยแพร่จดหมายของเขา”

นี้คือเซ็นเซอร์ชิปซ้ำซ้อน หลังจากที่สื่อกระแสหลักไม่สนใจอยู่แล้ว ในการเข้าใจคนอย่างสุวิชา ว่าทำไมเขาถึงเผยแพร่คลิปวิดิโอหมิ่นกษัตริย์ นายสุวิชาก็อยู่ในคุกแล้ว สื่อก็ไม่สนใจอยู่แล้ว แถมเขากำลังเผชิญกับการเซ็นเซอร์เพิ่มอย่างซ้ำซ้อน ดูเหมือนว่า คนไทยไม่มีสิทธิที่จะเห็นต่าง

การถูกจองจำในคุกเกือบ 1 ปีตั้งแต่ ม.ค. 2552 ไม่ได้ช่วยให้นายสุวิชามีศรัทธาต่อสังคมไทยและระบบยุติธรรมไทย ดังที่นายสุวิชากล่าวในจดหมายว่า “พวกเขามองผมเป็นผู้ร้ายที่ต้องถูกปราบปราม แต่ไม่มองถึงต้นเหตุของปัญหาเลย เพราะเหตุทำให้เกิดผล … ผมรู้สึกอัดอั้นตันใจอย่างมาก ที่พวกเขานั้นเหล่านั้นไม่เข้าใจผมบ้างเลย”

ในจดหมายเขียนด้วยลายมือเกือบสามหน้าของนายสุวิชา นายสุวิชายังได้พูดถึงความกลัวของตนและครอบครัว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการคุกคามและการลงโทษที่ไปไกลกว่าตัวบทกฎหมาย ซึ่งหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว เมื่อเทียบกับอารยประเทศอื่นๆ

“[ภรรยา] ถูกกดดันรอบด้าน ทั้งจากตำรวจที่อยากให้เธออยู่เงียบๆ พวกเขาเคยบอกเธอว่า หากผมได้ออกจากคุก พวกเขาจะไม่รับรองความปลอดภัย หรือหากไม่อยากให้ผมเจอหนัก ก็ต้องอยู่เงียบๆ … ไม่ว่าจะมีสิ่งศักด์สิทธิ์ที่ไหน เธอจะไปสวดอ้อนวอน และบนบานศาลกล่าวเพื่อให้ได้ตัวผมคืนมา”

นายสุวิชายังได้กล่าวถึงการที่ภรรยาได้พบตัวสามีในห้องขังของตำรวจดีเอส ไอเป็นครั้งแรกว่า “สิ่งแรกที่เธอทำคือ แกะกระดุมเสื้อผมตรวจดูร่องรอยการทำร้ายร่างกาย เธอดูโล่งใจขึ้นเมื่อร่างกายผมยังอยู่ปกติ”

ราคาค่างวดของการเผยแพร่ข้อมูลหมิ่นเจ้านั้นสูงยิ่ง และผู้ได้รับผลกระทบมิใช่เพียงแต่คนที่ “กระทำผิด” ดังที่นายสุวิชาเขียนต่อมาถึงภรรยาที่ไม่ได้มีการศึกษาสูงว่า: “เธอต้องไปให้ความสำคัญกับลูกๆ เพิ่มขึ้น เธอพยายามขายทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อป็นค่าจ้าง และค่าเทอมให้ลูกๆ [สามคน] เธอต้องประหยัดที่สุดจนแทบจะไม่น่าเชื่อ เพราะครอบครัวเราไม่มีรายได้อีกแล้ว พี่น้องทีมงานประชาไทจะเข้าใจดีว่า สภาพจิตใจของภรรยาผมเป็นเช่นไร สิ่งเดียวที่พวกเราต้องการคือเพียงแค่การได้กลับไปใช้ชีวิตด้วยกัน ขอแค่ทำไร่ไถนาและอยู่อย่างพอเพียง พวกเราไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่านี้ แต่พวกเขาหาได้มีความเมตตาแก่พวกเราไม่ และไม่สงสารพวกเราเลย พวกเราเป็นคนเหมือนกัน และเป็นคนไทย”

คำว่า “เป็นคนไทย” ทำให้ผมนึกถึงการพูดเทิดทูนอย่างเหมารวมต่อสถาบันว่า “คนไทยทุกคน” รักในหลวง ทำให้คนที่คิดต่างต่อสถาบันถูกตราหน้าว่า “ไม่ใช่คนไทย” ทั้งที่ในความเป็นจริงคนไทยจำนวนไม่น้อยคิดเห็นเชิงวิพากษ์หรือเท่าทันต่อ สถาบัน เพียงแต่ไม่กล้าแสดงออก เพราะกลัวกฎหมายฯ และคุกตาราง

เมื่อกล่าวถึงคุกแล้ว นายสุวิชาได้เขียนไว้ว่า “ในช่วงที่แย่ที่สุด ผมเคยบอกกับภรรยาว่า ‘ผมไม่ไหวอีกแล้ว’ และสั่งเสียถึงพ่อแม่ผม หากจะไม่ได้พบกันอีก ภรรยาผมร้องไห้และเตือนสติผมว่า ‘หากไม่มีนุ้ย นาและลูกๆ จะอยู่กันอย่างไร’ มันทำให้ผมสู้ทนเพื่อจะมีชีวิตต่อไป เธอยังเคยพูดว่า ถึงเธอจะอยู่นอกคุก แต่ก็ไม่ต่างจากการติดคุก ตราบใดที่ผมยังอยู่ในคุก เพราะเธออยู่ในภายใต้แรงกดดันรอบด้าน … ผมไม่รู้จะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร หากไม่ประสบเองก็จะไม่เข้าใจ มันเป็นเหมือนการฆ่าให้ตายไปครึ่งชีวิต หรือทำให้ตายทั้งเป็น ผมไม่อยากให้ใครได้ลิ้มรสกับสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนผม เมื่อมีข่าวนักโทษแขวนคอตายในห้องขัง ผมรู้สึกว่า เป็นเรี่องปกติเพราะผมเคยผ่านจุดนั้นมา”

คุกในที่นี้ มีทั้งคุกทางกายภาพที่ผู้ “กระทำผิด” ต้องถูกจองจำ แต่ในขณะเดียวกัน สภาพที่มีกฎหมายหมิ่นในสังคมก็เปรียบเสมือนคุกอีกชนิดหนึ่งที่มองไม่เห็น หากคุณปฏิบัติตามก็ไม่ต้องเข้าคุกคลองเปรม ซึ่งเป็นคุกทางกายภาพ แต่คุณก็ยังอยู่ในคุกที่ไม่มีตัวตน จับต้องไม่ได้อยู่ดี เพราะคุณถูกทำให้เงียบ แสดงความคิดเห็นต่างและเท่าทันต่อสถาบันไม่ได้ คุกทางกายภาพและคุกทางสังคมที่มองไม่เห็น ไม่ได้ทำให้นายสุวิชายอมจำนนต่อสภาพที่เขามองว่า ไม่ยุติธรรมดังที่นายสุวิชาเขียนต่อมาว่า

“ตราบใดที่พวกเขายังขังผมต่อ คนที่เสียหายคือพวกที่ทำบาปทำกรรมต่อผมและลูกเมีย … เรื่องอำนาจทางการเมืองยิ่งเป็นกิเลสที่หยาบที่สุดเพราะถึงกับจับขังหรือฆ่า กันได้เลย ดังที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ถึงแม้ว่าผมจะอยู่กับทางโลก แต่ผมก็จะเดินบนทางธรรมเป็นเอก… ชีวิตของพวกเราทั้งห้าอยู่ในอำนาจของเขา ผมทำอะไรไม่ได้หรอก และไม่อยากให้ลูกเมียต้องไปขอบริจาคใครกิน แต่พวกเราคงไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้ และขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวผม ลูกๆ ทั้งสามมีค่ามากสำหรับผม ขอเพียงให้พวกเขาอยู่รอด สำหรับผมอะไรก็ได้ เพราะเหมือนคนที่ตายไปแล้วไม่รู้ว่าจะกลัวอะไรได้อีกแล้ว”


นศ.วิศวะ ถ่ายภาพฟ้าผ่า 'เบิร์จ ดูไบ' - ข่าวไทยรัฐออนไลน์

นศ.วิศวะ ถ่ายภาพฟ้าผ่า 'เบิร์จ ดูไบ' - ข่าวไทยรัฐออนไลน์
Pic_60177

ภาพโดย เดอะ ซัน (www.thesun.co.uk)

มาห์ มูด ฮัมดาน ถ่ายภาพสวยงามขณะที่ฝ้าผ่าลงมาที่ตึกที่สูงที่สุดในโลก 'เบิร์จ ดูไบ' ในสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไว้ได้ ในขณะที่เดินทางมาดูพายุฝนในดูไบ

สำนัก ข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 20 ม.ค. ว่า นักศึกษาวิศวกรรมการออกแบบวัย 23 ปี นายมาห์มูด ฮัมดาน ถ่ายภาพขณะที่ฟ้าผ่าลงมายอดตึก 'เบิร์จ ดูไบ' ตึกที่สูงที่สุดในโลกไว้ได้จากระยะห่างราว 1 ไมล์

มาห์มูด ฮัมดาน ชาวปาเลสไตน์บอกว่าเขาเดินทางมาดูไบ เพื่อเก็บภาพพายุฝนฟ้าคะนอง ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในเมืองนี้ และโชคดีที่กล้องซึ่งเพิ่งถอยมาใหม่จับภาพนี้ไว้ได้ทันเวลา

http://www.thairath.co.th/content/oversea/60177